ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเราในการสร้า้งสังคมแห่งการเรียนรู้...

หากต้องการลงบทความ/งานเขียนของท่าน สามารถแจ้งความประสงค์ได้ทางเว็บบอร์ด หรือทางอีเมล์แอดเดรส; po_kenchin@hotmail.com
หรือจะสมัครสมาชิกอย่างเดียวก็ได้นะครับ

02 พฤษภาคม 2554

กงล้อสี่ทิศ


                  ศาสตร์ในการศึกษาทำความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์มีหลายแบบมาก ที่เราเห็นกันผ่านตาอย่างเช่น นพลักษณ์ (แอนเนียแกรม) ส่วนทฤษฎีนี้ชื่อแท้จริงคือ กงล้อสี่ทิศ (Celtic Wheel) เจ้าของทฤษฏีดั้งเดิมคือชนเผ่า เซลติก แถบสก็อตแลนด์ ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ  ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์โดยเทียบกับลักษณะนิสัยของสัตว์สี่ชนิด และทิศสี่ทิศ  ใช้ชื่อว่ากงล้อ นั่นหมายความว่า  ลักษณะนิสัย/พฤติกรรมทั้งสี่แบบสามารถหมุนเวียนได้ ไม่ตายตัว ในหนึ่งคนมีลักษณะทั้งสี่แบบ แต่จะมีแบบเดียวที่โดดเด่นเป็นพิเศษ

สิ่งที่มีอิทธิพลต่อลักษณะนิสัยต่างๆ
- การอบรมเลี้ยงดู
- สิ่งแวดล้อม
- ผู้คนรอบข้าง
- วัฒนธรรมแต่ละพื้นที่
- ตำแหน่ง หน้าที่การงาน
- บทบาทที่สวมอยู่ (สามี, ภรรยา, เจ้านาย, ลูกน้อง, หัวหน้าองค์กร, ฯลฯ)
- บุคคลที่ยึดถือเป็นต้นแบบ
ข้อควรระวังก่อนศึกษากงล้อสี่ทิศ
- ทฤษฏีนี้ไม่ได้มีไว้แบ่งประเภทหรือตัดสินคน เกิดขึ้นเพื่อให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับความแตกต่างหลากหลายได้อย่างลงตัว
- การจะเลือก/ตัดสินว่าเรามีลักษณะนิสัยแบบไหน ให้พิจารณาจากตัวเราเมื่อถอดหมวก ถอดบทบาทต่างๆ ที่สวมอยู่ออกไป
- พิจารณาประเภทของสัตว์ที่เราเป็น มิใช่ที่เราอยากเป็น
- การพิจารณาว่าเรามีลักษณะคล้ายสัตว์ชนิดไหนต้องใช้เวลาและการใคร่ครวญ ไม่ต้องรีบร้อน การด่วนตัดสินจะทำให้เกิดกำแพงต่อตัวเองและลดทอนความเป็นกลาง
ลักษณะของสัตว์ชนิดต่างๆ ในกงล้อสี่ทิศ เรียงลำดับตามคู่ตรงข้าม (เหนือ-ใต้, ตะวันออก-ตะวันตก)
ทิศเหนือ กระทิง ชอบอยู่กับฝูง พุ่งชนเร็ว สัญชาติญาณเร็ว
ทิศใต้ หนู สัมผัสไว ไม่กล้าเปิดเผยตัว สังเกตได้ว่าส่วนใหญ่หนูจะออกหากินเมื่อแสงไฟเหลือน้อย
ทิศตะวันออก เหยี่ยว บินสูง สายตากว้างไกล ไม่ค่อยสัมผัสพื้น
ทิศตะวันตก หมี ชอบเก็บตัว จำศีล มีพื้นที่ส่วนตัว
ผู้นำทิศเหนือ
เปรียบเสมือน : กระทิง เป็นดั่งฐานกาย อยู่ในธาตุไฟ
บุคลิกลักษณะ : มีนิสัยรวดเร็ว ทันใจ หวังผลเลิศ ชอบลงมือทำงานด้วยตนเอง แบบออกแอคชั่นด้วยตนเองมากกว่าฟังคนอื่นว่าตามกันมา ดังนั้นความรู้ที่ได้สั่งสมมาจึงมาจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง จึงไม่เชื่อทฤษฎี โดยบุคลิกแล้วจะมี ลักษณะดุดัน กล้าชน กล้าเผชิญหน้า มีความมุ่งมั่น จริงใจ เคลื่อนไหวรวดเร็วอย่างมีเป้าหมาย ชอบเห็นผลเร็ว ชอบอยู่แนวหน้า กล้าแสดงออก ชอบใช้พลัง มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ อย่างรวดเร็ว เหมือนวัวกระทิงที่เจอสีแดงแล้วจะวิ่งชนทันที ถือว่าเป็นทิศของนักรบ เพราะมีความกล้าเสี่ยง กล้าท้าทาย ชอบวิ่งชนกับปัญหา ผู้นำลักษณะนี้เหมือนเถ้าแก่ยุคแรกเริ่มในการทำธุรกิจของเจ้าสัวชาวจีน อยู่ในธาตุหยางตามหลักความเชื่อของชาวจีน นักการเมือง สื่อสารมวลชน ทนายความ มักจะมีบุคลิกของความเป็นกระทิงอยู่สูง
ข้อดี : พร้อมปกป้องดูแลลูกน้องแบบเป็นแม่ไก่กางปีกปกป้องลูกไก่ เป็นคนเอาพรรคเอาพวก ชอบอยู่เป็นกลุ่มก้อน ถือว่าเป็นทิศแห่งการยืนหยัด พร้อมเผชิญหน้ากับความขัดแย้งทุกรูปแบบ ท้าทายอำนาจอย่างเปิดเผย
ข้อเสียควรแก้ไข : ควรที่จะยอมผิดพลาดบ้าง รู้จักที่จะช้าๆ กับบางเรื่อง รู้จักอดทนรอคอย อย่าคิดเร็วทำเร็ว หัดทบทวนการตัดสินใจของตัวเองดูอีกครั้งว่าถูกต้องแม่นยำจริงๆ แล้วหรือไม่ เพราะอาจแฝงไว้ด้วยความมีความเป็นตัวตนสูง หรืออาจจะทำให้ดูเป็นคนชอบใช้อำนาจมากเกินไป
ข้อเสนอแนะ : ถ้าจะให้ดี ควรมีความผสมผสานระหว่างผู้นำในแบบกระทิง และผู้นำในแบบหมี (กระทิงบวกกับหมีก็คือ หมี) โดยอาจจะมีความเป็นหมีสัก 60 เปอร์เซ็นต์ กระทิง 40 เปอร์เซ็นต์ก็ได้ หรือแบบกระทิงสัก 60 แบบหมีสัก 40 ก็ได้เช่นกัน เพราะการสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ จะมีปัญหาการทำงาน หรืออยู่ร่วมกับคนอื่นได้ในระยะยาวได้ หรือผู้นำอีกแบบหนึ่งก็คือการผสมผสานระหว่างกระทิงกับหนูก็ได้ อย่างน้อยกระทิงจะได้มีความอ่อนโยน เข้าอกเข้าใจ ให้ความสำคัญเรื่องของใจมากกว่าที่จะใช้กำลังเพียงอย่างเดียว
ตามหลักการนั้น ว่ากันว่าถ้าเป็นผู้นำแบบหมีผสมผสานกับกระทิง จะกลายเป็นผู้นำที่ดูน่าเกรงขามมาก เพราะจะเป็นนักคิดนักวางแผนที่กล้าเผชิญหน้า ต่อสู้กับความท้าทายปัญหาต่างๆ อย่างเป็นระบบระเบียบ เป็นนักบริหารที่แม่นยำ กล้าได้กล้าเสีย มั่นคงแบบกล้าฟันธงในทุกเรื่องราว
ผู้นำทิศใต้
เปรียบเสมือน : หนู ซึ่งตกอยู่ในธาตุน้ำ ถือว่าเป็นทิศที่อยู่ในฐานใจ
บุคลิกลักษณะ : ให้ความสำคัญกับความรู้สึกและอารมณ์สูง ชอบใช้ใจมากกว่าการใช้กำลัง มีบุคลิกรวดเร็ว ว่องไว ปราดเปรียว ขี้เล่น ขับเคลื่อนพลังด้วยความรู้สึกที่ใส่ใจ ชอบช่วยเหลือดูแลคนรอบข้างแบบอบอุ่น ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หล่อเลี้ยงและดูแลดึงคนมารวมกันอยู่ด้วยหัวใจได้อย่างมากมาย จะทำทุกวิถีทางที่ทำให้คนรอบข้างตัวรู้สึกดีอยู่เสมอ ถือว่ามีความเป็นผู้ให้สูง โดยลักษณะของหนูนั้นจะไม่เรียกร้อง เป็นคนไม่เปิดเผย มีแบบแผน และชอบสนองความต้องการของผู้อื่นมากกว่าความต้องการของตนเอง
สังคมไทยจะคาดหวังให้ผู้หญิงมีบุคลิกลักษณะเป็นแบบหนู เพราะที่สำคัญบุคลิกของผู้นำในทิศนี้จะเป็นคนที่มีความประนีประนอมสูง ไม่ชอบเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง จะหลีกเลี่ยงการปะทะรุนแรง รูปแบบการเป็นผู้นำแบบหนูนั้น ภาวะจะไม่เด่นเหมือนกระทิง มีบทบาทหน้าที่เป็นผู้ประสานงานแบบเป็นกาวใจ มีความอ่อนโยนสุภาพ เป็นผู้นำในแบบผู้เยียวยา ถือว่าเป็นหยิน กล่าวคือเป็นฝ่ายตั้งรับ ผู้นำแบบนี้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาดี และผู้ที่เป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยามักจะเป็นผู้นำแบบทิศใต้นั่นเอง เป็นผู้นำในแบบผู้ประสานงานให้เกิดความราบรื่นในหมู่คณะแบบกาวใจนั่นเอง คนในอาชีพศิลปิน นักร้อง นักแสดง นักดนตรี จิตรกร มักจะมีบุคลิกแบบหนูสูงสุด
ข้อดี : จะเป็นผู้ที่หลีกเลี่ยงความขัดแย้งรุนแรง ไม่ชอบปะทะหรือใช้กำลังทำลายล้าง จะได้กลิ่นของความขัดแย้ง หรือความไม่ลงรอยกันได้อย่างรวดเร็ว หน่วยงานใดที่ได้ผู้นำหรือผู้ร่วมงานแบบนี้จะโชคดี เพราะจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้รวดเร็วและราบรื่น
ข้อเสีย : แต่ที่โชคร้ายก็คือ องค์กรแบบนี้มักจะไม่ค่อยเจอผู้นำในแบบหนู เพราะหนูจะลาออกไปเสียก่อน เนื่องจากไม่สามารถจะอยู่ในท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงได้ และอาจจะถูกข่ม เนื่องจากมีความอ่อนโยน และประนีประนอมมากเกินไป เพราะจะเป็นผู้นำแบบขี้สงสาร ชอบความสงบ และรักสันติ ในหน่วยงานต่างๆ มักจะพบผู้นำในแบบกระทิงมากกว่าผู้นำแบบหนู
ข้อเสนอแนะ : ควรนำความเด็ดเดี่ยว กล้าเผชิญกับปัญหาแบบกระทิงมาไว้ในความเป็นหนูบ้าง เนื่องจากหากเป็นหนูล้วนๆ จะดูใจน้อย ใช้ใจ ใช้อารมณ์มากเกินไป จนดูอ่อนแอไม่น่าเกรงขาม และยากที่จะเป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าหนูกับกระทิงมาผสมกันจะดูดีขึ้น เป็นหนูที่ทรงพลัง
ผู้นำทิศตะวันตก
เปรียบเสมือน : การเป็นผู้นำแบบหมี ซึ่งจัดอยู่ในธาตุดิน โดยจัดอยู่ในฐานความคิด
บุคลิกลักษณะ : เป็นแบบเสถียร คือต้องการความมั่นคงสูง เป็นคนหนักแน่นแบบช้าแต่มั่นใจ (ช้าแต่ชัวร์นั่นเอง) มีนิสัยชอบวิเคราะห์วิจัย มีแบบแผนวิธีการทำงานที่ลงตัว หรือจะเรียกว่ามีระเบียบวินัยสูง มีความเชื่อว่าความเป็นระบบจะทำให้เกิดความสำเร็จ ไม่ชอบความวุ่นวาย มีความรอบคอบ จะมองทุกอย่างไปข้างหน้าเสมอ คิดล่วงหน้า ชอบวางแผน มีขั้นตอนมีตรรกวิทยา ซึ่งจะต่างกับกระทิง ที่จะไม่ชอบวางแผน ทำงานแบบบุกตะลุย ประสบความสำเร็จแบบไม่มีกระบวนท่า
แต่ผู้นำแบบหมีนั้น จะเป็นพวกอนุรักษนิยม คือมีขั้นมีตอนมีระบบระเบียบ บริหารงานแบบใจเย็น มีหลักการสูง มีกรอบมีกติกา ในการดำเนินชีวิตใช้เหตุผลเยอะ บางครั้งอาจจะดูเหมือนเป็นคนที่สื่อสารยาก เพราะชอบทำงานแบบอนุรักษนิยม คือเป็นระบบเป๊ะๆ ไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยง จึงไม่ชอบทำอะไรแบบฉับพลันดำริ ชอบสังเกตการณ์ทุกสิ่งรอบตัว ไม่ชอบเกาะติดนัวเนีย รักษาระยะและพื้นที่ตัวเองสูง ไม่ให้ใครเข้ามาในชีวิตส่วนตัวมากนัก รักความสันโดษ ผู้นำแบบนี้เหมาะกับการทำงานในอาชีพนักบัญชี นักการเงิน สรรพากร ดูแลเรื่องภาษี เป็นคนกลัวพลาดสูง
ข้อดี : จะเป็นผู้นำที่หาความผิดพลาดได้ยาก เพราะมีหลักการทำงานแบบมีระบบระเบียบ เคร่งครัดต่อกฎเกณฑ์ มีปรัชญาในการทำงานในลักษณะที่เรียกว่าป้องกันดีกว่าแก้ไข
ข้อเสีย : มีลักษณะการทำงานที่เคร่งเครียด ไม่มีความยืดหยุ่น ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ผู้นำแบบหมีนั้นควรจะมีความเป็นอินทรีหรือกระทิงผสมอยู่ในการทำงานจะทำให้มีการทำงานมีความสุขและประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น
ผู้นำทิศตะวันออก
เปรียบเสมือน : เหยี่ยวหรืออินทรี เป็นพวกธาตุลม มีญาณทัศนะ มีเจตจำนงสูง
บุคลิกลักษณะ : เป็นคนชอบมองภาพรวมใหญ่ๆ เชื่อมโยงเครือข่ายแบบสร้างสรรค์ ไม่ค่อยสนใจรายละเอียด มีจินตนาการสูง เป็นนักคิดนักฝันสูง ชอบเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ ชอบคิดนอกกรอบ แสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ มักจะไปที่ที่ไม่เคยไป เป็นจอมโครงการเจ้าโปรเจ็กต์ บางครั้งเหมือนพวกฝันกลางวัน ขายฝันเก่ง สนใจทุกเรื่องราว อยากทำทุกเรื่อง จนบางครั้งทำงานแบบไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะสนใจไปหมดทุกเรื่อง ทั้งยังไม่มีลำดับความสำคัญก่อนหลัง จะเรียกว่าเป็นผู้นำแบบจับจดก็ได้ เพราะเป็นคนเบื่อง่าย ไม่อยู่กับอะไรนานๆ จึงควรยึดอะไรให้มั่น ทำงานหลักๆ ให้ได้เสียก่อนว่าชอบอะไรแน่ แล้วอะไรควรทำก่อน-หลัง   ควรเรียนรู้ระบบตามแบบผู้นำอย่างหมีหรือกระทิงดูบ้าง ควรคิดใหม่ ทำใหม่ ผู้นำแบบอินทรีนั้นห้ามทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เนื่องจากเป็นคนชอบอิสระสูง ชอบสร้างเรื่องประหลาดใจเสมอ อะไรที่เหนือความคาดหมายนั้นจะชอบเป็นพิเศษ ดังนั้นจะไม่ชอบทำอะไรแบบซ้ำซากจำเจ แบบพวกนักสร้างสรรค์งานโฆษณา ผู้กำกับภาพยนตร์ มักจะมีบุคลิกแบบอินทรีสูง
ข้อดี : จะมีชีวิตการทำงานที่มีสีสัน สนุกสนาน แต่หาสาระแก่นสารไม่ได้ หรือยากที่จะประสบความสำเร็จได้โดยง่าย เพราะอาจดูกลายเป็นคนจับจดหยิบโหย่ง ด้วยความเป็นคนไม่ชอบความซ้ำซากจำเจจึงอาจกลายเป็นคนทำงานไม่ต่อเนื่องได้
ข้อเสนอแนะ : ผู้นำในแบบอินทรีหรือเหยี่ยวนั้น ควรต้องมีความผสมผสานระหว่างความเป็นหมีให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง มีการวางแผนที่ดี กลายเป็นคนที่มีจินตนาการที่จับต้องเป็นหลักการได้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นนักฝันแต่เพียงอย่างเดียว
รับทราบกันไปแล้วว่าผู้นำมีแบบใดบ้าง แต่ดีที่สุดก็คือต้องมีการผสมผสานกันมากกว่า 2 แบบ ดีที่สุด ควรมีทั้ง 4 แบบอยู่ในตัวเอง อาจจะแบบหนึ่งมาก อีกแบบปานกลาง อีกแบบนิดหน่อย ก็จะได้ส่วนผสมที่ดูลงตัวมากยิ่งขึ้น ยิ่งผ่านประสบการณ์มานานวันขึ้นคนเราก็ควรจะใช้ชีวิตการทำงานให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น อย่าเทน้ำหนักไปแบบใดแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว บางสถานการณ์อาจจะเป็นผู้นำแบบหนึ่ง อีกสถานการณ์อาจจะเป็นผู้นำในอีกแบบหนึ่งขึ้น อยู่กับความเหมาะสมในแต่ละครั้งคราวกันไป           เราคงเป็นหมี+กระทิง มีหนูบ้างในบางเวลาเท่านั้น คนเรามันก็ต้องเป็น 4 แบบล่ะนะ เพียงแต่ว่าเวลาไหนเราจะดึงตัวไหนออกมาใช้..เท่านั้นเอง
ไปอ่านมาเพิ่มเจอตลกมาอีก
                  พวกกระทิง     พวกไร้สมอง กระทิงก็จะบอกว่าฝ่ายตัวเองมักจะลุยไปข้างหน้า โดยไม่ฟังใคร  โดยบอกพวกอื่นว่าปล่อยพวกตนไปเถอะ  ประเดี๋ยวก็เจ็บกลับมาเอง
                  พวกอินทรี      พวกเก่งแต่ปาก อินทรีก็จะบอกว่าพวกตัวเองเป็นพวก NATO (No Action  Talk  Only)  ดีแต่พูด ดีแต่วางแผน  แต่ไม่ค่อยทำ   ก็ให้พวกอื่นทำใจหน่อยก็แล้วกัน
                  พวกหมี          พวกดื้อเงียบ หมีก็จะบอกว่าพวกตนยึดมั่นในหลักการ  ตกลงเรื่องใดแล้วต้องยึดตามนั้น  จะเปลี่ยนแปลงก็ต้องชี้แจงให้เข้าใจ  ไม่ใช่ดื้อ  แต่ต้องมีเหตุผล
                  พวกหนู          พวกนางเอกหนังไทย หนูก็จะบอกว่าจะทำอะไร พวกเราทำได้หมด แต่ขอให้พาพวกเราไปด้วย

ซาปาติสต้า: การปฏิวัติของวันพรุ่งนี้


                คืนวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1993 ประธานาธิบดี การ์ลอส ซาลินาส แห่งประเทศเม็กซิโก เข้านอนด้วยความอิ่มเอมเปรมใจ ศักราชใหม่ในวันพรุ่งนี้จะเป็นวันแรกที่ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) มีผลบังคับใช้ ข้อตกลงการค้าเสรีที่เขาลงนามร่วมกับสหรัฐอเมริกาและแคนาดา น่าจะช่วยยกระดับประเทศเม็กซิโกให้ก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิเสรีนิยมใหม่ ไม่แน่อาจฉุดให้เม็กซิโกกลายเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ หรือให้ดียิ่งกว่านั้น เม็กซิโกอาจก้าวหลุดจากนิยามของประเทศโลกที่สามเข้าไปยืดอกอยู่ในกลุ่มโลกที่หนึ่งกับเขาบ้าง
ไม่มีอะไรต้องกังวล ทุกอย่างต้องราบรื่น ถึงจะมีข่าวยืนยันมากว่าหนึ่งปีเกี่ยวกับกองทัพติดอาวุธในรัฐเชียปาส รัฐที่อยู่ทางตอนใต้ของเม็กซิโกติดกับกัวเตมาลา รัฐที่อุดมไปด้วยทรัพยากรและเป็นแหล่งรายได้สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ รัฐที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวนาอินเดียนแดงเชื้อสายเผ่ามายา มันก็แค่ชาวนายากจน ไร้การศึกษา อินเดียนแดงผิวสีดิน ล้าหลัง ป่าเถื่อนเท่านั้น
ไม่มีอะไรต้องกังวล โลกนี้มาถึงยุค "จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์" แล้ว ไม่มีสงครามเย็นอีกต่อไป ชัยชนะเป็นของโลกทุนนิยมลัทธิเสรีนิยมใหม่ ลัทธิมาร์กซ์ล่มสลายไปพร้อมกับกำแพงเบอร์ลิน ลัทธิคอมมิวนิสต์ในเม็กซิโกอ่อนเปลี้ยลงตั้งแต่สองทศวรรษก่อน หลังจากปราบปรามขบวนการนักศึกษาและนักการเมืองฝ่ายซ้ายหลายครั้ง ข่าวกรองบอกว่ามีอดีตมาร์กซิสต์ในเมืองบางคน "ทิ้งเมือง" ออกไปหาทางจัดตั้งกองทัพจรยุทธ์ในชนบท มีบ้างบางคนที่เดินทางไปถึงรัฐเชียปาส เพื่อหาทางสร้างกองทัพปฏิวัติจากชาวนาอินเดียนแดงพื้นเมือง
ข่าวกรองบอกด้วยว่ามีการจัดตั้งเกิดขึ้นจริง โดยกองทัพจรยุทธ์ตั้งฐานอยู่ในป่าลากันดอน ป่าดงดิบที่แม้แต่ชาวพื้นเมืองยังอยู่รอดยาก แล้วเจ้าเมสติโซนักศึกษาผิวขาวจากในเมืองจะทนอยู่ได้อย่างไร? สมัยนี้จะกลัวอะไรกับลัทธิมาร์กซ์? จะกลัวอะไรกับพวกอินเดียนแดงป่าเถื่อน? พวกนี้ถูกกดขี่มาห้าร้อยปี ถึงจะกบฏสักกี่ครั้ง เลือดที่ทาแผ่นดินนี้ก็ต้องเป็นเลือดของคนผิวสีดินอยู่ดีนั่นแหละ!
ไม่มีอะไรต้องกังวล ประธานาธิบดียอร์จ บุช ประกาศแล้วว่า ยุคนี้เป็นยุคของ "ระเบียบโลกใหม่" ประธานาธิบดีคลินตันถึงจะมาจากคนละพรรคการเมือง แต่นโยบายก็ไม่แตกต่างกันเท่าไร อนึ่ง เม็กซิโกได้ชื่อว่าเป็นหลังบ้านของสหรัฐอเมริกา แม้แต่ในการวิเคราะห์สถานการณ์ปฏิวัติของมาร์กซิสต์แต่ไหนแต่ไร เม็กซิโกถือเป็นข้อยกเว้นเสมอมา พวกมาร์กซิสต์เชื่อว่าเม็กซิโกเป็นจุดที่ไม่เหมาะต่อการสร้างกองทัพปฏิวัติมากที่สุด เพราะมันอยู่ใกล้สหรัฐอเมริกามากเกินไป!
ไม่มีอะไรต้องกังวล คืนนี้ประธานาธิบดีซาลินาสจะนอนหลับให้สบาย เขาจะตื่นนอนเช้าวันรุ่งขึ้นเพื่อพบกับเม็กซิโกยุคเสรีนิยมใหม่ พอกันทีกับการเป็นประเทศกำลังพัฒนา! พอกันทีกับการเป็นโลกที่สาม!
______________________________________________________________________________
ถึงประชาชนแห่งเม็กซิโก
พี่น้องชาวเม็กซิกันทั้งหลาย:
                เราคือผลผลิตของการต่อสู้ตลอดห้าร้อยปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การก่อกบฏเพื่อแสวงหาความเป็นไทจากความเป็นทาสระหว่างสงครามประกาศอิสรภาพจากสเปน การต่อสู้เพื่อไม่ให้ถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดินิยมอเมริกาเหนือ จากนั้นคือการต่อสู้เพื่อประกาศรัฐธรรมนูญและขับไล่จักรวรรดิฝรั่งเศสออกไปจากผืนดินของเรา แล้วยังการก่อกบฏต่อระบอบเผด็จการของประธานาธิบดีปอร์ฟิริโอ ดิอัซ...
พวกเขาไม่เคยแยแสว่าเราไร้สิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรเลย ไม่มีแม้แต่หลังคาคุ้มหัว ไม่มีที่ดิน ไม่มีงาน ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีอาหารหรือการศึกษา ไม่มีสิทธิเลือกผู้แทนทางการเมืองอย่างเป็นอิสระและประชาธิปไตย... ไม่มีเสรีภาพหรือความยุติธรรมสำหรับตัวเราและลูกหลานของเรา
แต่วันนี้ เราขอบอกว่า: พอกันที (Ya Basta!)
(แถลงการณ์ฉบับแรกจากป่าลากันดอน คำประกาศสงครามของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสต้า 1 มกราคม 1994)
______________________________________________________________________________

หัวรุ่งของวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1994 กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสต้าบุกเข้ายึดเมืองหกเมืองในรัฐเชียปาส ประกอบด้วยเมืองมาร์การิตัส, อัลตามิราโน, ลา เรอัลลิดัด, ชานัล, โอโกซินโก และซาน คริสโตบัล เดอ ลาส กาซัส ปฏิบัติการครั้งนี้ใช้กองกำลังอินเดียนแดงชาวพื้นเมืองประมาณ 600 คน ร่วมกับสมาชิกที่เป็นพลเรือนอีกประมาณ 3,000 คน เข้ายึดที่ทำการเทศบาลของแต่ละเมืองโดยแทบไม่มีการเสียเลือดเนื้อ อาวุธที่ใช้มีตั้งแต่ปืนอาก้า-47 ไปจนถึงปืนปลอมที่ทำจากไม้ (นี่เป็นเรื่องที่มารู้กันในภายหลัง) พวกเขาบุกเข้ายึดสำนักงานทะเบียน ทำลายเอกสารเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมด แต่เมื่อมีข้าราชการคนหนึ่งเข้ามาขอร้องไม่ให้ทำลายเอกสารประวัติศาสตร์ในห้องเก็บเอกสาร กองทัพซาปาติสต้าตกลงทันที มิหนำซ้ำยังส่งคนมาอารักขาห้องเอกสารไว้ด้วย
การก่อกบฏครั้งนี้ปราศจากความรุนแรง ถึงขนาดที่นักท่องเที่ยวในเมืองซาน คริสโตบัล ไม่แตกตื่นตกใจแม้แต่น้อย นักท่องเที่ยวเพียงแต่ถามถึงความสะดวกในการเดินทางต่อไปยังที่ต่าง ๆ และได้รับคำตอบว่าถนนบางสายอาจถูกปิด พร้อมกับคำรับรองว่าในเขตที่กองกำลังซาปาติสต้ายึดครองนั้น ทุกคนจะมีความปลอดภัยเต็มที่ แต่หากออกนอกเขตไปแล้ว ซาปาติสต้าไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยให้ได้ ตบท้ายด้วยถ้อยคำกึ่งจริงจังกึ่งขำขันว่า "ขออภัยในความไม่สะดวก แต่นี่คือการปฏิวัติ"
ทันทีที่ข่าวการปฏิวัติแพร่ออกไป นักข่าวแห่กันไปทำข่าวที่รัฐเชียปาส ตอนแรกนักข่าวเข้าใจว่านี่เป็นแค่กองกำลังจรยุทธ์คอมมิวนิสต์อีกกองหนึ่ง ในบรรดาที่มีอยู่มากมายในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ แต่สิ่งที่สะดุดตานักข่าวเป็นอย่างแรกเมื่อไปถึงก็คือ นักรบปฏิวัติจำนวนมากในกองทัพนี้สวมหน้ากากสกีสีดำ เกือบทั้งหมดเป็นชาวพื้นเมืองเผ่ามายา มีจำนวนมากที่เป็นผู้หญิง พวกเขาแสดงออกว่าได้รับการฝึกระเบียบวินัยแบบทหารมาอย่างดี แต่มีน้อยคนเหลือเกินที่พูดภาษาสเปนได้
อย่าว่าแต่ภาษาอื่น เมื่อถูกนักข่าวถามหาใครสักคนที่พอจะให้สัมภาษณ์ถึงจุดมุ่งหมายของการปฏิวัติครั้งนี้ นักรบชาวพื้นเมืองจึงไปตามชายผิวขาวสวมหน้ากากสกี จุดเด่นบนใบหน้าเขาเท่าที่โผล่ออกมานอกหน้ากาก คือนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนกับจมูกโต คาบไปป์ พูดได้ ๓ ภาษาเป็นอย่างน้อย เขาแนะนำตัวเองว่าเป็นโฆษกของกองทัพซาปาติสต้า เมื่อถูกนักข่าวถามชื่อ เขานิ่งไปอึดใจหนึ่งและตอบว่า "ผมคือรองผู้บัญชาการมาร์กอส"
รองผู้บัญชาการมาร์กอสให้สัมภาษณ์นักข่าวถึงมูลเหตุของการปฏิวัติครั้งนี้ว่า:
                "...วันนี้คือวันเริ่มต้นของข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ซึ่งที่แท้แล้วคือคำสั่งประหารชาวพื้นเมืองในเม็กซิโก ประชากรที่เป็นส่วนเกินในแผนการนำประเทศไปสู่ความทันสมัยของประธานาธิบดีซาลินาส เด กอร์ตารี กอมปันเญอโร (สหาย) ของเราจึงตัดสินใจลุกฮือขึ้นในวันนี้ เพื่อตอบโต้ต่อประกาศิตความตายที่ข้อตกลงการค้าเสรีหยิบยื่นให้แก่พวกเขา เพื่อตอบโต้ด้วยประกาศิตของชีวิตที่ได้มาด้วยการจับอาวุธ เพื่อเรียกร้องอิสรภาพและประชาธิปไตย..."
นักข่าวคาดหวังตามความเคยชินเดิม ๆ ว่า จะได้เจอกองกำลังติดอาวุธอีกกองหนึ่งที่อ้างตัวเองเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งปวง อ้างว่าวิถีทางของตัวเองเป็นหนทางเพียงหนึ่งเดียวในการแก้ปัญหา อ้างถึงจุดมุ่งหมายในการโค่นล้มอำนาจรัฐเพื่อสถาปนารัฐคอมมิวนิสต์ของเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ แต่รองผู้บัญชาการมาร์กอสกลับทำให้นักข่าวต้องประหลาดใจด้วยคำให้สัมภาษณ์ว่า:
"...เราหวังว่าประชาชนคงเข้าใจ เจตนารมณ์ที่ผลักดันให้เราทำการครั้งนี้เป็นเจตนาอันชอบธรรม และเส้นทางที่เราเลือกเป็นเพียงวิถีทางหนึ่ง ไม่ใช่วิถีทางเดียว ทั้งเราก็ไม่คิดว่ามันเป็นวิถีทางที่ดีที่สุดด้วย และเราขอเชื้อเชิญให้ประชาชนลงมือกระทำเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ลุกขึ้นจับอาวุธ แต่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อมีรัฐบาลเสรีประชาธิปไตยที่แท้จริงในเม็กซิโก...เราไม่ต้องการเผด็จการรูปแบบไหนทั้งนั้น และไม่ต้องการอะไรในระดับโลกอย่างลัทธิคอมมิวนิสต์สากลด้วย..."
มาร์กอสยังบอกอีกว่า การปฏิวัติครั้งนี้เพื่อ "...ให้บทเรียนเรื่องศักดิ์ศรี และหน้าที่นี้ตกอยู่กับผู้อาศัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศนี้... มันตกอยู่กับพลเมืองที่ต่ำต้อยที่สุดในประเทศนี้ที่ต้องเป็นคนเงยหน้าขึ้นด้วยศักดิ์ศรี และนี่ควรเป็นบทเรียนสำหรับทุกคน เราไม่ควรปล่อยให้ตัวเองถูกปฏิบัติแบบนี้ และเราต้องพยายามสร้างสรรค์โลกที่ดีกว่าเดิม โลกที่เป็นของคนทุกคนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ของคนแค่ไม่กี่คนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นี่คือสิ่งที่เราต้องการ เราไม่ต้องการผูกขาดการเป็นผู้นำการปฏิวัติ หรือบอกว่าเราคือแสงสว่าง หรือเป็นทางเลือกเพียงทางเดียวที่มีอยู่...

                เรามีศักดิ์ศรี ความรักชาติและเรากำลังแสดงมันออกมา คุณควรทำอย่างเดียวกัน ภายใต้อุดมการณ์ของคุณ ในวิถีทางของคุณ ในขอบเขตความเชื่อของคุณและทำให้เงื่อนไขความเป็นมนุษย์ของคุณมีความหมายขึ้นมา"
คำขวัญแรกของซาปาติสต้าที่ว่า Ya Basta! (พอกันที) มาจากแถลงการณ์ฉบับแรก และจากคำให้สัมภาษณ์นี้กลายเป็นคำขวัญที่สองที่บอกว่า ถ้าไม่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับทุกคน เราก็ไม่เอาอะไรเลย "Everything for everyone, nothing for us" ซาปาติสต้าแสดงจุดยืนชัดเจนว่า พวกเขาเป็นขบวนการปฏิวัติที่ไม่ได้แสวงหาอำนาจเพื่อตนเอง ไม่ต้องการต่อรองกับรัฐบาลเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แต่พวกเขาเป็นขบวนการปฏิวัติที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคน การปฏิวัติเพื่อโลกที่ดีกว่าเดิม อย่างที่รองผู้บัญชาการมาร์กอสพูดบ่อย ๆ ว่า โลกที่รองรับทุกคนได้
นอกจากสร้างความพิศวงงงงวยแก่นักข่าวด้วยจุดยืนที่ไม่เหมือนกองกำลังติดอาวุธในอดีต รองผู้บัญชาการมาร์กอสยังใช้ท่าทีที่ทำให้ผู้สื่อข่าวถึงกับปากอ้าตาค้าง แทนที่จะให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีจริงจังก้าวร้าวอย่างนักปฏิวัติทั้งหลาย พอถูกนักข่าวถามว่าทำไมนักรบบางคนถึงใส่หน้ากากสกีและบางคนไม่ใส่ มาร์กอสตอบด้วยอารมณ์ขันว่า:
"คนที่หล่อกว่าก็ต้องปกป้องตัวเองหน่อยสิ"
ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น
                อะไรทำให้อินเดียนแดงสองสามพันคนลุกขึ้นมาก่อกบฏ? พวกเขาบ้าไปหรือเปล่า? พวกเขาไม่กลัวตายหรืออย่างไร? หากจะย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นจริง ๆ เราคงต้องย้อนกลับไปถึงห้าร้อยปีอย่างที่เขียนไว้ในแถลงการณ์ฉบับแรกของซาปาติสต้า ย้อนกลับไปถึงคนผิวขาวคนแรกที่เหยียบลงบนผืนแผ่นดินที่ปัจจุบันคือประเทศเม็กซิโก และยังความหายนะให้เกิดแก่อารยธรรมของชนเผ่ามายา นับแต่นั้นมา สภาพชีวิตของชาวพื้นเมืองมีแต่จะเลวร้ายลง นอกจากยากไร้จนต่ำกว่าระดับความยากจนแล้ว ชาวพื้นเมืองยังถูกเหยียดหยามและถูกลิดรอนสิทธิ ทั้งในทางวัฒนธรรม การเมืองและสังคม
                ไม่ใช่ว่าชาวพื้นเมืองจะงอมืองอเท้ารับชะตากรรมที่เกิดขึ้น การก่อกบฏและการปฏิวัติของชาวพื้นเมืองปะทุขึ้นหลายครั้ง ครั้งที่สำคัญและอยู่ในความทรงจำมากที่สุดคือ การปฏิวัติภายใต้การนำของปานโช วีญ่า และเอมีเลียโน ซาปาตา โดยเฉพาะซาปาตาที่เป็นผู้นำชาวพื้นเมืองและชูคำขวัญ "ที่ดินและอิสรภาพ" ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวสำคัญที่นำเม็กซิโกไปสู่การปฏิวัติครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1911
การต่อสู้ครั้งนั้นทำให้เม็กซิโกมีรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิของชาวพื้นเมือง การปฏิรูปที่ดินและคำมั่นสัญญาอื่น ๆ แต่มันไม่เคยปรากฏเป็นจริงในทางปฏิบัติ ขบวนการซาปาติสต้าจึงหมายถึง "ผู้เจริญรอยตามซาปาตา" และสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องไม่ใช่การแบ่งแยกดินแดน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบยึดอำนาจ พวกเขาเพียงแต่เรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้วมาปฏิบัติอย่างจริงจังเท่านั้นเอง
รัฐเชียปาสเป็นรัฐที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเม็กซิโก รัฐนี้เป็นแหล่งผลิตกาแฟ ปศุสัตว์และโกโก้ ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำได้ในปริมาณมากและมีแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ แต่ในจำนวนประชากร 3.7 ล้านคนเมื่อปี ค.ศ. 1994, 50% อยู่ในภาวะทุโภชนาการ, 75% มีรายได้ต่ำกว่ารายได้ขั้นต่ำสุดของเม็กซิโก, และ 56% อ่านเขียนไม่ได้
ในเขตติดกับป่าลากันดอนที่เป็นฐานที่มั่นของซาปาติสต้า สภาพของผู้คนยิ่งเลวร้ายกว่านั้น ประชากรที่เป็นชาวอินเดียนแดงเกือบ 80% ต้องอยู่อาศัยอย่างแออัดยัดเยียดถึง 76 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร เกือบทั้งหมดไร้การศึกษา ไม่มีสถานพยาบาล อัตราการตายของเด็กและทารกมีสูงมาก และเป็นการตายด้วยโรคพื้น ๆ เช่น โรคหวัด ท้องร่วง หัด ไอกรน มาลาเรีย ฯลฯ
ตามประเพณีดั้งเดิม ชาวอินเดียนแดงจะอยู่รวมกันเป็นชุมชน มีกฎเกณฑ์ในการปกครองควบคุมกันเองที่เรียกว่า "ขนบและจารีต" (custom and uses) การตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ จะใช้กระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง นั่นคือทุกคนในชุมชนจะมาประชุมกันและลงมติ ลักษณะเด่นอีกอย่างของชุมชนชาวพื้นเมืองก็คือ พวกเขาไม่มีการครอบครองที่ดินแบบกรรมสิทธิ์เอกชน ที่ดินเป็นของส่วนรวมที่เรียกว่า ระบบเอฮิโด (ejido) ที่ดินไม่ใช่สินค้าซื้อขาย แต่เป็นปัจจัยทำกิน
รัฐธรรมนูญของเม็กซิโกรับรองระบบเอฮิโด แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าของปศุสัตว์รายใหญ่ที่มีอิทธิพลมักอาศัยอำนาจ และกองกำลังส่วนตัวกวาดรวบรวมที่ดินมาไว้ในครอบครอง ชาวพื้นเมืองที่พยายามขัดขืนมักถูกฆ่าทิ้งง่าย ๆ รัฐบาลหรือการปกครองท้องถิ่นไม่อาจเป็นที่พึ่งของชาวพื้นเมืองได้เลย อินเดียนแดงเหล่านี้จึงถอยร่นไปเรื่อย ๆ พวกเขารุกป่าลากันดอนเพื่อหาที่ทำกิน เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บสารพัด เมื่อป่าถูกบุกเบิกจนกลายเป็นที่ดินที่เหมาะต่อการเพาะปลูก พวกเจ้าของปศุสัตว์ก็จะตามรุกคืบมายึดครองที่ดินนั้นไปอีก ทำให้ชาวพื้นเมืองต้องถอยร่นไปเรื่อย ๆ หรือไม่ก็จำทนอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีแต่โคลนเลน เพาะปลูกได้ผลเพียงน้อยนิด
รองผู้บัญชาการมาร์กอสกล่าวว่า "นาฟต้าคือคำสั่งประหารชีวิตของเรา" เพราะนาฟต้าเป็นเสมือนกรรไกรที่ตัดด้ายเส้นสุดท้ายให้ขาดผึง ตามข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนรวมแบบเอฮิโดจะต้องถูกยกเลิก ซึ่งเท่ากับทำลายระบบชุมชนของชาวพื้นเมือง นอกจากนี้ การเปิดเสรีการค้าเกษตรเท่ากับเปิดช่องให้สหรัฐอเมริกาส่งสินค้าเกษตรของตน เช่น ข้าวโพด เข้ามาตีตลาดในเม็กซิโก ชาวนาอินเดียนแดงที่เพาะปลูกข้าวโพดไม่มีทางสู้ราคาต่ำของสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ได้อยู่แล้ว พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากลุกขึ้นก่อกบฏ
นี่แหละคือเรา คนตายของทุกยุคสมัย ยอมตายอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เพื่อมีชีวิตอยู่
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ชาวพื้นเมืองกว่า 150,000 คน เสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่รักษาได้ รัฐบาลทั้งในระดับประเทศ มลรัฐและท้องถิ่น รวมทั้งโครงการทางเศรษฐกิจและสังคมของพวกเขา ไม่เคยแยแสที่จะหาทางแก้ไขปัญหาของเราอย่างจริงใจ พวกเขาทำแค่หยิบยื่นเศษทานให้เราทุกครั้งที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามา... นั่นคือสาเหตุที่เราคิดว่าไม่ ไม่เอาอีกแล้ว พอกันทีกับการตายอย่างไร้ค่า ขอต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงดีกว่า ถ้าเราต้องตายในวันนี้ มันจะไม่ใช่การตายอย่างอัปยศอดสู แต่เป็นการตายอย่างมีศักดิ์ศรี เฉกเช่นบรรพบุรุษของเรา เราพร้อมแล้วที่จะตาย ตายอีกกว่า 150,000 คนก็ได้ถ้าจำเป็น เพื่อให้ประชาชนของเราตื่นขึ้นจากความฝันจอมปลอมที่กักขังเรามาตลอด
รองผู้บัญชาการมาร์กอส
                6 มกราคม 1994

หรือดังที่นักข่าวคนหนึ่งถามผู้บัญชาการตาโช ซึ่งเป็นนายทหารปฏิวัติชาวพื้นเมือง
"ขบวนการซาปาติสต้ามาจากไหน?"
                ตาโชนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาเหม่อมองไปในที่ไกลโพ้น "เรามาจากส่วนลึกของความหลงลืม" เขาตอบด้วยเสียงนุ่มนวลแต่เข้มข้น "จากห้วงเหวสุดลึก จนไม่มีใครได้ยินเสียงของเรา สุดมืดมิด จนไม่มีใครมองเห็นเรา เราปรากฏออกมาจากส่วนลึกที่ลึกที่สุดของความลืมเลือน"
รองผู้บัญชาการมาร์กอสพูดบ่อย ๆ ว่า ถ้าไม่ยิงกระสุนนัดแรก ก็ไม่มีใครได้ยินพวกเขา โลกทั้งโลกลืมไปด้วยซ้ำว่าพวกเขามีตัวตนอยู่ ชาวซาปาติสต้าจึงต้องสวมหน้ากากเพื่อให้โลกมองเห็น และถอดหน้ากากเพื่อหายตัวไป
เส้นทางรอยตีนดำ ๆ ของชาวซาปาติสต้า
                แน่นอน รัฐบาลตอบโต้กองทัพซาปาติสต้าด้วยความรุนแรงทันที ปฏิบัติการของรัฐบาลเม็กซิกันไม่ได้แยกแยะระหว่างนักรบกับพลเรือน ทหารบุกเข้าไปในชุมชนชาวพื้นเมืองหลายแห่งและสังหารอินเดียนแดงไปอย่างน้อย 145 คน ความรุนแรงดำเนินไป 12 วัน ถึงขนาดที่กองทัพวางแผนจะส่งเครื่องบินรบเข้าไปทิ้งระเบิดปูพรมในป่าลากันดอน แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
ราวกับภาคประชาสังคมเม็กซิกันและอีกหลายแห่งในโลกตื่นจากหลับ มีการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลขนานใหญ่ทั้งในเม็กซิโกและในอีกหลายประเทศ เฉพาะในเม็กซิโกประมาณว่ามีผู้ออกมาประท้วงร่วมแสนคน ประชาชนที่ออกมาประท้วงประกอบด้วยคนหลากหลายอาชีพ มีตั้งแต่นักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย แม่บ้าน ผู้ใช้แรงงาน ฝ่ายซ้ายทั้งเก่าทั้งใหม่ ฯลฯ สื่อมวลชนพร้อมใจกันตีพิมพ์แถลงการณ์และคำสัมภาษณ์ของรองผู้บัญชาการมาร์กอส มีเว็บไซท์เกี่ยวกับซาปาติสต้าในอินเตอร์เน็ตผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด ความรู้สึกแปลกใหม่เกิดขึ้นในสังคมเม็กซิกัน
ผู้สื่อข่าวต่างประเทศคนหนึ่งที่เข้าไปในเม็กซิโกช่วงนั้นเล่าว่า ขณะที่เขานั่งอยู่ในรถแท็กซี่ มีรถลิมูซีนสองตอนคันหนึ่งจอดขวางการจราจร คนขับรถแท็กซี่ขับไปจอดขวางที่ประตูหลังของรถหรูคันนั้นทันทีเพื่อไม่ให้ผู้โดยสารเปิดประตูรถ แล้วตะโกนเรียกตำรวจจราจรที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เข้ามา ยืนกรานให้รถลิมูซีนหาที่จอดให้ถูกกฎจราจร คนขับแท็กซี่พูดใส่หน้าผู้โดยสารในรถคันนั้นว่า "พอกันที อย่ามาทำแบบนี้อีก ออกไปให้พ้น! ถ้าอินเดียนแดงยังเต็มใจตายเพื่อประเทศที่ดีกว่าล่ะก็ อย่างน้อยฉันก็ทำได้แค่นี้แหละ ไป!"
แรงกดดันทั้งในและนอกประเทศทำให้ประธานาธิบดีซาลินาส ยอมยกเลิกการปราบปรามด้วยอาวุธ แถมยังประกาศอีกว่าจะอภัยโทษให้ผู้ก่อกบฏทั้งหมด รองผู้บัญชาการมาร์กอสโต้กลับทันทีด้วยแถลงการณ์ฉบับที่กินใจที่สุดฉบับหนึ่ง
"ทำไมเราต้องขออภัยโทษ? พวกเขาจะอภัยโทษเราเรื่องอะไร? อภัยโทษให้เราที่ไม่ตายเพราะความหิวโหย? ที่ไม่ยอมทนทุกข์โดยหุบปากเงียบ? ที่ไม่ยอมก้มหน้าก้มตาแบกรับแอกประวัติศาสตร์อันหนักอึ้งของการเหยียดหยามและทอดทิ้ง? ที่ดันสะเออะหยิบอาวุธขึ้นมาเมื่อไม่มีหนทางอื่นเหลือไว้ให้เราแล้ว?... ที่ดันมาแสดงให้ทั้งประเทศและทั่วทั้งโลกรับรู้ว่า ศักดิ์ศรีของมนุษย์ยังมีอยู่และพบได้ในประชาชนที่ยากไร้ที่สุด? ที่เราเตรียมตัวเตรียมใจมาอย่างดีก่อนที่จะลงมือ? ที่ถือปืนเข้าสนามรบแทนที่จะถือคันธนูกับลูกดอก? ที่ดันเรียนรู้วิธีการสู้รบมาล่วงหน้า? ที่เราทุกคนเป็นคนเม็กซิกัน? ที่พวกเราส่วนใหญ่เป็นอินเดียนแดง? ที่เราเรียกร้องให้ชาวเม็กซิกันลุกขึ้นต่อสู้ในทุกวิถีทาง เพื่อปกป้องสิ่งที่เป็นของตนอยู่แล้ว? ที่พวกเราต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตยและความยุติธรรม? ที่ไม่ยอมเดินตามแบบแผนเดิม ๆ ของขบวนการกองโจร? ที่ไม่ยอมแพ้? ที่ไม่ยอมขายตัว? ที่ไม่ยอมทรยศกันเอง?...
ใครกันแน่ที่ควรขออภัยโทษและใครกันแน่ที่ควรเป็นผู้ให้อภัย?"

วันที่ 19 ธันวาคม 1994 กองทัพซาปาติสต้าประกาศเขตการปกครองอิสระ ซึ่งประกอบด้วยเขตเทศบาล 38 แห่ง เขตการปกครองอิสระของซาปาติสต้าดำรงอยู่มาจนครบสิบปีในปีนี้ เมื่อต้นปี ค.ศ. 2004 นี้เอง กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสต้าประกาศว่า กองทัพขอมอบอำนาจการปกครองให้แก่ชุมชนชาวพื้นเมือง โดยที่การตัดสินใจของชุมชนไม่ต้องขึ้นกับกองทัพซาปาติสต้าอีกต่อไป กองทัพจะยังคงดำรงอยู่เพื่อทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้แก่เขตอิสระเท่านั้น แต่จะไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารของชุมชนชาวพื้นเมือง นี่เป็นการยืนยันอีกครั้งถึงหลักการไม่มุ่งยึดอำนาจรัฐของซาปาติสต้า
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเม็กซิกันยังพยายามหาทางทำลายซาปาติสต้า โดยใช้ยุทธศาสตร์การทำสงครามความเข้มข้นต่ำ (low-intensity warfare) หรือที่เรียกในอีกนิยามหนึ่งว่า การทำสงครามมุ่งเป้าพลเรือน (civilian-targeted warfare) โดยกวาดต้อนพลเรือนหลายหมื่นคนไปอยู่ในค่ายกักกัน เปลี่ยนหมู่บ้านให้เป็นค่ายทหาร ขัดขวางการเพาะปลูก ทำลายแหล่งน้ำ แทรกแซงวิถีชีวิตของชุมชนชาวพื้นเมือง รวมทั้งสังหารหมู่ชาวพื้นเมืองเป็นครั้งคราว ชาวพื้นเมืองได้แต่ตอบโต้ด้วยการประท้วงแบบสันติวิธี และขอความร่วมมือจากภาคประชาสังคมเม็กซิกันและต่างชาติ กระนั้นก็ตาม พลเรือนที่เข้าเป็นสมาชิกของซาปาติสต้ายังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม กองทัพซาปาติสต้าจัดการประชุมนานาชาติครั้งแรกในชื่อ การประชุมสังสรรค์ข้ามทวีป เพื่อมนุษยชาติและต่อต้านลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Intercontinental Encuentro for Humanity and against Neoliberalism) มีนักเคลื่อนไหวและนักกิจกรรมทางสังคม เอ็นจีโอ ฝ่ายซ้าย ฯลฯ หลายพันคนจากเกือบทุกทวีปเดินทางมาร่วมประชุมครั้งนี้ ท่ามกลางโคลนเลนในหมู่บ้านที่ลา เรอัลลิดัด ชาวพื้นเมืองที่ยากไร้ต่ำกว่าระดับความยากจน สามารถจัดเตรียมสถานที่และอาหารเพื่อต้อนรับนักเคลื่อนไหวจากทุกมุมโลก มีทั้งการแสดง ดนตรี การประชุมกลุ่มย่อย การประชุมกลุ่มใหญ่ ฯลฯ ในพิธีปิดการประชุม รองผู้บัญชาการมาร์กอสอ่านแถลงการณ์ที่มีข้อความว่า:
"ขอให้มันเป็นเครือข่ายของกระแสเสียงเพื่อคัดค้านสงครามที่มหาอำนาจมุ่งทำลายล้าง เครือข่ายของกระแสเสียงที่ไม่เพียงแค่พูด แต่ยังต่อสู้และขัดขืนเพื่อมนุษยชาติและต่อต้านลัทธิเสรีนิยมใหม่ เครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วทั้งห้าทวีปและจับมือกันต่อต้านความตายที่มหาอำนาจยัดเยียดให้แก่เรา"
การผนึกกำลังเป็นเครือข่ายไม่ใช่แค่ลมปาก มันเกิดขึ้นจริง ๆ การเคลื่อนไหวของฝ่ายซ้ายที่เคยซบเซา ช่องว่างระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติที่เคยมีแต่จะถ่างกว้างขึ้น จนนักคิดฝ่ายขวาถึงกับประกาศอย่างมั่นอกมั่นใจถึง "จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์" แต่แล้วราวกับมันได้พลังชีวิตใหม่ ครั้งนี้เป็นความแปลกใหม่อย่างแท้จริง ดังที่เดวิด เกรเบอร์ กล่าวไว้ในบทความชื่อ "The New Anarchists" ใน New Left Review ว่า แต่ไหนแต่ไรมา รูปแบบการต่อต้านและการปฏิวัติล้วนแต่เป็นการส่งออกจากตะวันตกไปสู่ตะวันออก แต่ครั้งนี้ลมหายใจที่เป่าให้การเคลื่อนไหวทางสังคมกลับฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง มีต้นทางจากตะวันออกสู่ตะวันตก จากโลกที่สามสู่โลกที่หนึ่ง จากชนเผ่าที่โลกหลงลืม จากอารยธรรมของอินเดียนแดงที่โลกคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว
นักเคลื่อนไหวหลายคนที่เข้าร่วมในการประชุมสังสรรค์ข้ามทวีปครั้งนี้กลับไปประเทศของตน และกลายเป็นกำลังหลักที่จุดประกายให้เกิดแนวทางการต่อสู้อย่างใหม่ ไม่ว่าจะเป็นขบวนการแรงงานไร้ที่ดินในบราซิล ขบวนการปีเกเตโรส์ในอาร์เจนตินา (นักประท้วงในขบวนการเหล่านี้หลายคนนิยมสวมเสื้อที่มีอักษรย่อ EZLN ที่เป็นอักษรย่อของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสต้าในภาษาสเปน) กลุ่ม Ya Basta! ในอิตาลี ฯลฯ และที่เขย่าโครงสร้างของลัทธิเสรีนิยมใหม่อย่างไม่มีใครคาดคิด ก็คือการประท้วง WTO ที่ซีแอตเติลเมื่อปี ค.ศ. 1999
แกนหลักหลายคนของการประท้วงครั้งนั้นคือผู้ที่ไปเข้าร่วมการประชุมของซาปาติสต้า นักกิจกรรมหลายคนของตะวันตกยอมรับอย่างเปิดเผยว่า ซาปาติสต้าคือแรงบันดาลใจประการหนึ่งที่ทำให้เกิดขบวนการสังคมใหม่ ที่ตามประท้วงองค์กรโลกบาลไปทุกหนแห่งทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้
สหัสวรรษปี 2000 เม็กซิโกได้ประธานาธิบดีคนใหม่คือ นายบีเซ็นเต้ ฟอกซ์ จากพรรค PAN ซึ่งเป็นการสิ้นสุดอำนาจของพรรค PRI ที่ครองอำนาจมาถึง 71 ปี ปีรุ่งขึ้นใน ค.ศ. 2001 กองทัพซาปาติสต้าประกาศว่า จะเดินทางไกลเข้าสู่เมืองหลวงเม็กซิโกซิตี้ ผู้บัญชาการระดับสูงของซาปาติสต้าจำนวน 23 คน พร้อมด้วยรองผู้บัญชาการมาร์กอส เดินทางครั้งประวัติศาสตร์ไปตามเมืองต่าง ๆ ในเม็กซิโก โดยมีจุดหมายปลายทางที่จัตุรัสโซกาโลหน้าทำเนียบรัฐบาล นักกิจกรรมหลายพันคนจากทั่วโลกเดินทางไปทำหน้าที่ "เกราะมนุษย์" เพื่อไม่ให้นักปฏิวัติชาวอินเดียนแดงเหล่านี้ถูกลอบสังหาร มีประชาชนเม็กซิกันออกมาต้อนรับถึงราว 200,000 คน พร้อมกับเสียงร้องตะโกนว่า "คุณจะไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยว!"
รองผู้บัญชาการมาร์กอสไม่ยอมพบกับประธานาธิบดีฟอกซ์ เขาเลือกที่จะปราศรัยต่อประชาชนหน้าทำเนียบแทน แม้ว่าสุดท้ายแล้ว การเจรจาจะไม่บรรลุผล แต่ก็นับเป็นเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการที่รัฐสภายินยอมให้ตัวแทนของซาปาติสต้า เข้าไปปราศรัยในรัฐสภาถึงความต้องการของชาวพื้นเมือง โดยในครั้งนี้ ผู้บัญชาการเอสเธอร์ นักรบสตรีของซาปาติสต้า ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการอ่านแถลงการณ์ต่อสภาคองเกรสของเม็กซิโก
กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสต้าไม่มีทางเอาชนะรัฐบาลเม็กซิกันในการสู้รบก็จริง แต่ในแง่ของ "สงครามถ้อยคำ" หรือ "สงครามความคิด" แล้ว ซาปาติสต้าได้ชัยชนะอย่างท่วมท้น อาจเป็นเพราะพวกเขายึดหลักคำสอนของดอน อันโตเนียว หมอผีชาวเผ่ามายา ผู้เปรียบเสมือนพ่อบุญธรรมและอาจารย์ของรองผู้บัญชาการมาร์กอส ดอน อันโตเนียวฝากถ้อยคำไว้กับมาร์กอสว่า
"หากเจ้าไม่สามารถเลือกเหตุผลและกำลังได้พร้อมกันสองอย่าง จงเลือกเหตุผลก่อนเสมอ แล้วปล่อยให้ศัตรูเลือกกำลังไป ในบางสนามรบ พละกำลังเป็นสิ่งที่ทำให้ได้ชัยชนะก็จริง แต่เหตุผลต่างหากที่จะทำให้เราได้ชัยชนะในการต่อสู้โดยรวม คนที่มีพละกำลังไม่มีทางค้นหาเหตุผลจากความแข็งแกร่งของตนเอง ในขณะที่เราสามารถค้นพบความแข็งแกร่งจากเหตุผลได้เสมอ"


"...อย่าลืมว่าความคิดก็เป็นอาวุธเช่นกัน"

ภัควดี วีระภาสพงษ์ : นักแปลและนักวิชาการอิสระ