ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเราในการสร้า้งสังคมแห่งการเรียนรู้...

หากต้องการลงบทความ/งานเขียนของท่าน สามารถแจ้งความประสงค์ได้ทางเว็บบอร์ด หรือทางอีเมล์แอดเดรส; po_kenchin@hotmail.com
หรือจะสมัครสมาชิกอย่างเดียวก็ได้นะครับ

17 กันยายน 2554

กรอบแนวคิดอันโตนิโอ กรัมชี กับการอธิบายการเมืองไทยร่วมสมัย



วัชรพล พุทธรักษา : ผู้เขียน
สาขาวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 
1. บทนำ 
บทความนี้ มุ่งตอบคำถามหลักที่ว่า แนวความคิดของอันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) นอกเหนือไปจากแนวความคิดเรื่องการครองอำนาจนำ (Hegemony) ที่เป็นแนวคิดหลักที่มักถูกอ้างถึง แล้วยังมีแนวความคิดอื่นของกรัมชีอีกหรือไม่ที่มีความสำคัญ และสามารถประยุกต์ใช้อธิบายการเมืองไทยร่วมสมัยได้ รวมไปถึงแนวความคิดดังกล่าวนั้นมีความสัมพันธ์กันกับแนวความคิดเรื่องการครองอำนาจนำหรือไม่ อย่างไร
อันโตนิโอ กรัมชีได้ชื่อว่าเป็นมาร์กซิสต์คนสำคัญคนหนึ่ง เขาเป็นมาร์กซิสต์ที่มีทั้งมิติเชิงทฤษฎีและภาคปฏิบัติ แนวความคิดที่เป็นที่รู้จักกันดีของเขาคือ แนวความคิดเรื่องการครองอำนาจนำ (Hegemony) ซึ่งมักจะถูกนำไปใช้ในสองมิติหลักด้วยกันคือ 

มิติแรก การครองอำนาจนำในบริบทการเมืองระหว่างประเทศ และ
มิติที่สอง คือ การครองอำนาจนำในบริบทการเมืองระหว่างกลุ่ม/ชนชั้นของการเมืองภายใน 
แนวความคิดเรื่องการครองอำนาจนำนั้นแม้จะเป็นแนวคิดที่ถูกกล่าวถึง ตลอดจนนำไปใช้ในการศึกษาและวิเคราะห์การเมืองในบริบทต่างๆ อย่างกว้างขวาง แต่การทำความเข้าใจความคิดเรื่องการครองอำนาจนำของกรัมชีนั้น ผู้เขียนมองว่าควรที่จะทำความเข้าใจแนวคิดอื่นๆ ประกอบกัน จึงจะสามารถทำความเข้าใจแนวคิดการครองอำนาจนำได้ดีขึ้น 
จากการศึกษาผู้เขียนพบว่า แนวความคิดสำคัญที่มีส่วนช่วยในการทำความเข้าใจความคิดของกรัมชีนั้น ได้แก่ แนวความคิดเรื่องกลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชน แนวความคิดเกี่ยวกับโครงสร้างส่วนล่าง/โครงสร้างส่วนบน สังคมการเมือง/ประชาสังคม สงครามยึดพื้นที่ทางความคิด/สงครามขับเคลื่อน การยินยอมพร้อมใจ/การใช้อำนาจบังคับ กลไกการใช้อำนาจ และการโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำเป็นต้น
แนวคิดเรื่องกลุ่มประวัติศาสตร์ และปัญญาชน เป็นสองแนวความคิดองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจภาพรวมของแนวความคิดการครองอำนาจนำ อีกทั้งเป็นแนวคิดที่มีความสำคัญอย่างมาก ในฐานะที่เป็นผลสะท้อนของความคิดที่มีต่อแนวความคิดของนักคิดที่มีลักษณะเศรษฐกิจกำหนดแบบกลไก (Mechanistic Economic Determinism หรือพวก Economism ) 
ส่วนต่อจากนี้ไปจะเป็นส่วนของการนำเสนอเพื่อตอบคำถามหลักที่ได้ตั้งไว้ข้างต้น โดยเริ่มที่การให้นิยามเกี่ยวกับแนวความคิดกลุ่มประวัติศาสตร์และปัญญาชน ตามด้วยการวิเคราะห์แนวคิดองค์ประกอบอื่นๆที่สำคัญต่อการทำความเข้าใจกลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชนและการครองอำนาจนำ ลำดับถัดไปจะเป็นการอธิบายภาคปฏิบัติการของการสร้างกลุ่มประวัติศาสตร์ กรณีศึกษาเหตุการณ์ทางการเมืองไทยปัจจุบันกรณีการสร้างกลุ่มประวัติศาสตร์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และในส่วนท้ายจะได้กล่าวถึงความสำคัญของแนวความคิดกลุ่มประวัติศาสตร์และปัญญาชนในแง่มุมต่างๆ 
 
2. นิยาม ความหมายของแนวความคิดเรื่องกลุ่มประวัติศาสตร์ (Historical Bloc) และปัญญาชน (Intellectual)
2.1 แนวความคิดเรื่องกลุ่มประวัติศาสตร์ (Historical Bloc)

แนวคิดนี้คือ แนวความคิดที่กรัมชีใช้ในการอธิบายเกี่ยวกับการรวมตัวกันอย่างเป็นเอกภาพโดยลักษณะวิภาษวิธี (Dialectical unity) ระหว่างโครงสร้างส่วนล่าง(โครงสร้างทางเศรษฐกิจ) กับโครงสร้างส่วนบน(โครงสร้างอุดมการณ์) ระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ ระหว่างปัญญาชนกับมวลชน 

กรัมชีได้เสนอแนวคิดเรื่องกลุ่มประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคม เพื่อใช้แทนแนวคิดเศรษฐกิจกำหนดแบบกลไกของสำนักคิดแบบมาร์กซิสต์ดั้งเดิม หรือที่เรียกว่าพวก Economism / Economic Determinism แนวคิดดังกล่าวเป็นการอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relation) ระหว่างชนชั้นและกลุ่มพลังต่างๆ ที่อยู่ภายในโครงสร้างของสังคมโดยอธิบายว่าในสังคมทุนนิยมนั้น ชนชั้นนายทุน (Bourgeoisie) จะพยายามครองอำนาจนำให้เกิดในพื้นที่ของความสัมพันธ์ในการผลิต (Sphere of Production) ซึ่งการครองอำนาจนำในพื้นที่นี้แต่เพียงพื้นที่เดียวนั้นจะไม่เกิดการครองอำนาจนำที่สมบูรณ์ (Absolute) ดังจะเห็นได้ว่า มีการพยายามท้าทายชนชั้นนายทุนจากกลุ่มชนชั้นแรงงาน เช่น จากสหภาพแรงงานอยู่เนืองๆ การสร้างภาวะการครองอำนาจนำที่สมบูรณ์ให้เกิดขึ้นจึงเป็นการสร้างแนวร่วมพันธมิตร (Alliance) ระหว่างกลุ่มพลัง หรือชนชั้นต่างๆ เหนือพื้นที่ทางสังคมที่กว้างกว่ามิติเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น
ดังนั้น โดยสรุปเกี่ยวกับแนวความคิดกลุ่มประวัติศาสตร์ก็คือ แนวความคิดที่ใช้สำหรับอธิบายความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมการเมืองหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเชื่อว่าความสัมพันธ์เชิงอำนาจชุดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นกลไก หรือโดยอัตโนมัติ แต่เกิดขึ้นโดยฝีมือ หรือการสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่มี / ผ่านประวัติศาสตร์ร่วมกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั่นเอง 
2.2 ปัญญาชน (Intellectual) 
สำหรับกรัมชี คนทุกคนล้วนเป็นปัญญาชนในแง่ของการมีปัญญา ความรู้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้แสดงบทบาท / หน้าที่ในฐานะของปัญญาชน กรัมชีได้แบ่งปัญญาชนออกเป็น 2 ประเภท ด้วยกัน ได้แก่ 

1) ปัญญาชนสามัญ (Traditional Intellectual) ซึ่งเป็นปัญญาชนที่ทำหน้าที่ของตนในกลุ่ม / สังคม / ชนชั้นดั้งเดิมที่ตนถือกำเนิดมา และ 
2) ปัญญาชนจัดตั้ง (Organic Intellectual) เป็นปัญญาชนที่ยกตัวเองออกจากกลุ่มสังคม / ชนชั้นดั้งเดิมที่กำเนิดมา เช่น แรงงานที่กลายเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นต้น 
ปัญญาชนทั้งสองประเภทนั้นไม่ได้แยกขาดจากกันแต่อย่างใด แต่มีบทบาทที่สำคัญร่วมกันในฐานะที่เป็นเสมือนตัวการในการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีสู่การปฏิบัติ และเชื่อมโยงระหว่างจิตสำนึกของชนชั้นผู้ถูกเอาเปรียบ เช่น ชนชั้นแรงงานให้มีความเป็นปึกแผ่นขึ้นผ่านทางกลไกต่างๆ เพื่อสร้างการครองอำนาจนำให้เกิดขึ้นเหนือสังคม และยกกลุ่ม/ชนชั้นของตนขึ้นเป็นชนชั้นผู้กุมความได้เปรียบแทนที่ชนชั้นเดิม
บทบาทหน้าที่ของปัญญาชนในทัศนะของกรัมชีมองว่า ปัญญาชนจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนรูป (Transform) จิตสำนึกของชนชั้นกรรมาชีพ หรือชนชั้น/กลุ่มที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ มาสู่การสร้างพันธมิตรระหว่างชนชั้นอื่นให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อเปลี่ยนจิตสำนึกร่วมให้เกิดผลในทางปฏิบัติ คือการปฏิวัติเพื่อล้มล้างชนชั้นนายทุน หรือกลุ่ม/ชนชั้นผู้เอาเปรียบนั่นเอง 
อาจกล่าวได้ว่าปัญญาชนนั้นเปรียบได้กับผู้จัดการให้เกิดการครองอำนาจนำในทางปฏิบัติ หรือเป็นผู้จัดการให้เกิดการครองอำนาจนำ (Organizer of Hegemony) เพราะปัญญาชนนั้นจะทำหน้าที่ทั้งในการให้ความรู้เกี่ยวกับปลุกจิตสำนึกของชนชั้นในประเด็นต่างๆ (Educator) พร้อมทั้งเป็นผู้นำทางสติปัญญา (Leader) และผู้นำในการขับเคลื่อนมวลชนทางความคิดอีกด้วย
นอกเหนือจากสองแนวคิดหลักดังที่ได้อธิบายไปแล้ว ผู้เขียนตีความว่า ยังมีแนวความคิดองค์ประกอบที่สำคัญที่สามารถเชื่อมโยงเพื่อช่วยในการทำความเข้าใจแนวคิดกลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชน และการครองอำนาจนำได้อยู่ 4 แนวความคิดที่สำคัญ ดังจะได้นำเสนอให้หัวข้อถัดไป
 
3. แนวความคิดองค์ประกอบที่สำคัญต่อการทำความเข้าใจแนวความคิดกลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชน และการครองอำนาจนำ 
แนวความคิดของกรัมชีมีลักษณะที่กระจัดกระจายในผลงานจำนวนมหาศาล ทั้งก่อนและระหว่างจำคุก อีกทั้งมิได้มีลักษณะของการนำเสนอกรอบแนวความคิด (Framework) สำเร็จรูปเพื่อนำมาใช้ในเชิงปฏิบัติแต่อย่างใด การนำเสนอในส่วนนี้เป็นการตีความของผู้เขียน โดยมองว่า แนวความคิดองค์ประกอบดังที่จะได้นำเสนอต่อไปนี้ มีความสำคัญยิ่งต่อการทำความเข้าใจความคิดเรื่องกลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชน รวมถึงการครองอำนาจนำ
3.1 โครงสร้างส่วนล่าง/โครงสร้างส่วนบน (Structure/Super structure) และสังคมการเมือง/ประชาสังคม (Political Society/Civil Society) 
แนวความคิดมาร์กซิสต์นั้น ให้ความสำคัญอย่างมากกับ "โครงสร้างส่วนล่าง" ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งหมด แต่ความสำคัญของกรัมชีก็คือ เขาเป็นนักคิดมาร์กซิสต์คนแรกๆ ที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างส่วนบน (Super-Structure) ซึ่งต่างออกไปจากแนวคิดของนักมาร์กซิสต์ดั้งเดิมบางจำพวก ที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างส่วนล่างในฐานะที่เป็นโครงสร้างหลักในการกำหนดโครงสร้างส่วนบนดังที่ได้กล่าวไปแล้ว และอาจกล่าวได้ว่า เขาเองเป็นคนที่กลับมาเน้นย้ำ (Re-emphasis) ในมิติทางด้านการเมือง และความสำคัญของการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ของแนวความคิดมาร์กซิสต์ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมสู่สังคมนิยม 

สำหรับกรัมชี โครงสร้างส่วนบนนั้นเป็นโครงสร้างสังคมที่มีความสำคัญ และสามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือส่งผลต่อสังคมในส่วนรวมได้เช่นเดียวกันกับโครงสร้างส่วนล่าง หรือโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างส่วนบนนี้ประกอบด้วยส่วนที่เรียกว่า "สังคมการเมือง" (Political Society หรือ State) และ "ประชาสังคม" (Civil Society) ซึ่งเป็นโครงสร้างของระบบความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ กฎหมาย วัฒนธรรม และอื่นๆ ที่ไม่ใช่โครงสร้างทางเศรษฐกิจ 
พื้นที่ในโครงสร้างส่วนบนตามแนวคิดของกรัมชี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ประชาสังคม นั้นเป็นพื้นที่ของการสร้างความยินยอม และสามัญสำนึก(Common Sense) หรือมีมุมมอง/โลกทัศน์ต่อปรากฏการณ์ตามที่ถูกชนชั้นปกครอง หรือกลุ่มผู้พยายามสร้างการครองอำนาจนำ พยายามสร้างไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากทิศทางของโครงสร้างส่วนบนนี้จึงเป็นสิ่งที่ก้าวไปไกลกว่าการมองเพียงแค่ความสัมพันธ์ และพลังในการผลิตเท่านั้น ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่มุมมองในการอธิบายปรากฏการณ์ให้กว้างขวางออกไป 
ภายใต้โครงสร้างทางเศรษฐกิจส่วนล่าง และโครงสร้างทางอุดมการณ์ส่วนบนนั้น ต่างก็ประกอบไปด้วยกลุ่มทางสังคมกลุ่มต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์ต่อกันแตกต่างกันไป อาทิ กลุ่มที่อยู่ภายในสังคมส่วนล่างนั้นก็มีความสัมพันธ์ในการผลิต และการบริโภคในทางเศรษฐกิจต่อกัน, ส่วนกลุ่มที่อยู่ในโครงสร้างสังคมส่วนบนในพื้นที่ประชาสังคมนั้น จะมีความสัมพันธ์กันในเชิงอุดมการณ์ ระบบความคิด และความเชื่อ ขณะที่ภายในพื้นที่สังคมการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มจะเป็นความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจ และการใช้อำนาจบังคับต่อกัน 
3.2 สงครามขับเคลื่อน/สงครามยึดพื้นที่ทางความคิด (War of Movement/War of Position)
การสร้างการครองอำนาจนำให้เกิดขึ้นเหนือกลุ่ม/ชนชั้นอื่นๆ ในสังคมการเมืองนั้น กรัมชีได้เปรียบดังเช่นการทำสงคราม. แนวคิดเรื่องสงครามขับเคลื่อน (War of Movement) และสงครามยึดพื้นที่ทางความคิด(War of Position) จึงได้ถูกนำมาใช้โดยอธิบายว่า การทำสงครามขับเคลื่อนนั้นเป็นการทำสงครามในทางยุทธวิธีทางการทหาร การที่จะสามารถเอาชนะฝ่ายศัตรู หรือฝ่ายตรงข้ามได้จะต้องทำการบุกยึดพื้นที่เพื่อยึดครองปัจจัยสำคัญของฝ่ายตรงข้ามให้ได้ อาทิ การยึดเมืองหลวง หรือสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ เป็นต้น แต่ในการดำเนินการเพื่อสร้างภาวะการครองอำนาจนำให้เกิดขึ้นเหนือชนชั้นอื่นๆ นั้น ชนชั้นผู้พยายามสร้างการครองอำนาจนำจะต้องดำเนินการต่อสู้เพื่อยึดกุม "พื้นที่เชิงอุดมการณ์ ความคิด ความเชื่อ" ของผู้คนในพื้นที่ "ประชาสังคม" ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งในโครงสร้างส่วนบนให้ได้ 

การดำเนินการช่วงชิง หรือยึดกุมความคิด ความเชื่อของคนในพื้นที่ประชาสังคมนี้ กรัมชีเรียกว่า เป็น "การทำสงครามยึดพื้นที่ทางความคิด" ถ้าสามารถเอาชนะสงครามนี้เหนือพื้นที่ประชาสังคมได้สำเร็จการครองอำนาจนำก็จะสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์ และยั่งยืน 
3.3 กลไกการครองอำนาจนำ/กลไกรัฐ (Hegemonic/State Apparatus) 
แนวคิดเรื่องกลไกการครองอำนาจนำ และกลไกการใช้อำนาจรัฐ หรือกลไกรัฐ นับได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการสร้างการครองอำนาจนำให้เกิดขึ้นตามเป้าหมายของกลุ่ม/ชนชั้นผู้ดำเนินการครองอำนาจนำ 

แนวคิดเรื่อง "กลไกการครองอำนาจนำ" นั้น เปรียบได้กับการทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเพื่อถ่ายทอดอุดมการณ์ หรือระบบความคิด ความรู้ ความเชื่อ ค่านิยม ชุดหนึ่งๆ ตามที่กลุ่มผู้ดำเนินการสร้างการครองอำนาจนำต้องการ เพื่อสื่อไปถึงประชาชนในชนชั้นต่างๆ เหนือ "พื้นที่ประชาสังคม" เพื่อให้เกิดความรู้สึกร่วมในการเห็นพ้องและยินยอมที่จะปฏิบัติตาม (Consent) ความต้องการของชนชั้นผู้ถ่ายทอดอุดมการณ์ 

นอกจากนี้ กลไกการครองอำนาจนำยังทำหน้าที่รวมไปถึงการสร้างจิตสำนึก (Conscious) ให้ชนชั้นผู้ถูกครอบงำมีความรู้สึกว่า ผลประโยชน์ของชนชั้นตนนั้นได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากชนชั้นปกครอง หรือชนชั้นผู้ดำเนินการสร้างภาวะครองอำนาจนำ โดยที่ชนชั้นผู้ถูกครอบงำไม่รู้สึก หรือไม่สามารถตระหนักรู้ได้ว่า ชนชั้นของตนนั้นถูกเอาเปรียบ หรือขูดรีดอย่างไร 

กลไกการครองอำนาจนำ กล่าวได้ว่า จะเป็นสิ่งใดก็ได้ที่ทำหน้าที่ในการถ่ายทอด หรือส่งผ่านชุดความคิด จากด้านของกลุ่ม/ชนชั้นผู้ดำเนินการสร้างการครองอำนาจนำไปยังผู้คนในสังคม ไม่ว่าจะเป็น พรรคการเมือง ปัญญาชน นโยบายของพรรคการเมือง/รัฐบาล สื่อมวลชนทุกประเภท สถาบันการศึกษา สถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา การสร้างภาพ/การจัดการภาพลักษณ์ของฝ่ายผู้ดำเนินการสร้างภาวะสร้างภาวะการครองอำนาจนำ เป็นต้น 
กลไกการใช้อำนาจรัฐ นั้น จะถูกใช้เหนือ "พื้นที่สังคมการเมือง" โดยแตกต่างจากกลไกการครองอำนาจนำตรงที่ กลไกรัฐนั้นไม่ได้เป็นกลไกที่ใช้สื่อสารเพื่อสร้างชุดของอุดมการณ์ตามที่ชนชั้นผู้ดำเนินการสร้างภาวะครองอำนาจนำต้องการ แต่กลไกรัฐนั้นเป็น"กลไกที่ใช้อำนาจบังคับ" เพื่อบังคับให้ประชาชนของชนชั้นต่างๆ ปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติตามความต้องการของชนชั้นปกครองหรือผู้ดำเนินการสร้างการครองอำนาจนำ โดยที่ทุกคนในสังคมนั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ 
กลไกการใช้อำนาจรัฐจึงได้แก่ สิ่งใดๆ ก็ตามที่รัฐ หรือผู้ครองอำนาจนำสามารถนำมาใช้เหนือผู้คนในสังคมทุกชนชั้น เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายต่างๆ ตามต้องการ กลไกลักษณะนี้จะอาศัยอำนาจในการบังคับ เช่น กฎหมาย การใช้อำนาจศาล การใช้กำลังของกองทัพ และตำรวจ เป็นต้น
3.4 การโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำ (Counter Hegemony) 
การครองอำนาจนำที่ไม่สมบูรณ์ของกลุ่ม/ชนชั้นปกครอง หรือการที่ไม่สามารถสร้างการครองอำนาจนำเหนือพื้นที่ประชาสังคม หรือสังคมการเมืองได้เลย หรือสามารถครองอำนาจนำได้ในระดับหนึ่ง ด้วยการยึดกุมพื้นที่ทางสังคมพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งได้ หรือสามารถสร้างการครองอำนาจนำได้ใกล้เคียงกับการครองอำนาจนำสมบูรณ์ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้เกิดเหตุปัจจัยต่างๆ ที่บั่นทอนความชอบธรรม และลดทอนความรู้สึกยินยอมพร้อมใจของชนชั้นผู้ถูกครอบงำที่มีต่อชนชั้น/กลุ่มผู้ครองอำนาจนำ ทำให้ในช่วงเวลาต่อมาภาวะการครองอำนาจนำนั้นถูกลดทอนลงไป กรณีทั้งหมดที่กล่าวมาหมายความว่า กลุ่มผู้ดำเนินการสร้างภาวะครองอำนาจนำนั้น ไม่สามารถสร้างภาวะการครองอำนาจนำได้อย่างสมบูรณ์

การครองอำนาจนำสมบูรณ์ที่กลุ่มผู้ดำเนินการสร้างการครองอำนาจนำ สามารถเอาชนะสงครามยึดพื้นที่ทางความคิดได้ด้วยการยึดครองเหนือพื้นที่ประชาสังคมและสังคมการเมืองนั้น ผู้คนในสังคมจะดำเนินชีวิตอย่างปกติ โดยไม่เกิดความสงสัย หรือตั้งคำถามต่อการดำเนินการต่างๆ ของกลุ่ม/ชนชั้นผู้ครองอำนาจนำ และไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อแสดงความคิดที่ขัดแย้งต่อความคิดหลัก หรืออุดมการณ์หลักตามที่กลุ่มผู้ดำเนินการสร้างการครองอำนาจนำต้องการ 
ในทางกลับกัน ถ้ากลุ่มผู้ดำเนินการสร้างภาวะครองอำนาจนำ ไม่สามารถสร้างภาวะการครองอำนาจนำได้สำเร็จ ผู้คนในสังคมส่วนหนึ่งที่ตระหนักรู้ได้ว่าตน หรือชนชั้น/กลุ่มของตนได้ถูกดำเนินการครองอำนาจนำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม/ชนชั้นผู้ครองอำนาจนำ กลุ่มคนที่ตระหนักรู้นี้จะได้แสดงออก หรือเผยให้เห็นถึงการดำเนินการใดๆ เพื่อเป็น "การโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำ "ของชนชั้นผู้ครองอำนาจนำ ทั้งนี้การโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำของกลุ่มคน/ชนชั้นอื่นในสังคมอาจเป็นไปเพียงเพื่อแสดงให้ผู้ครองอำนาจนำได้เห็นและรับรู้ว่า อำนาจของตนนั้นถูกท้าทาย หรือแม้การโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำ เพื่อโค่นล้มกลุ่มผู้ดำเนินการครองอำนาจเก่า และนำไปสู่การก้าวไปเป็นกลุ่มผู้ดำเนินการครองอำนาจนำกลุ่มใหม่ก็เป็นได้ 
หัวข้อถัดไปจะเป็นการอธิบายการเมืองไทยร่วมสมัยกรณีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยอาศัยกรอบความคิดเรื่องกลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชน การครองอำนาจนำ และการโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำเป็นหลักในการอธิบาย 
 
4. กลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชน การครองอำนาจนำและการโต้ตอบต่ออำนาจนำ: 
แนวความคิดของอันโตนิโอ กรัมชี กับการอธิบายการเมืองไทยร่วมสมัย กรณีศึกษาพันธมิตประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในสังคมไทย

ส่วนนี้จะเป็นการประยุกต์ใช้แนวความคิดเรื่องกลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชน การครองอำนาจนำ และแนวความคิดองค์ประกอบอื่นๆ มาทำความเข้าใจและสร้างคำอธิบายให้กับการเมืองไทยร่วมสมัยในกรณีศึกษากรณีการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 
ผู้เขียนมองการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในกรอบความคิดของกรัมชีว่า เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างกลุ่มประวัติศาสตร์ของตนเองให้เกิดขึ้นเหนือสังคมและการเมืองไทย โดยมองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น มีลักษณะเป็นตัวแสดงในการสร้างกลุ่มประวัติศาสตร์ที่แตกต่างออกไปเป็น 2 ลักษณะด้วยกัน ได้แก่ 
ลักษณะแรก ในช่วงแรกของการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยระหว่างปี 2548-2549 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ได้สร้างกลุ่มประวัติศาสตร์ของตนขึ้นมากลุ่มหนึ่งโดยที่ตนเองอยู่ในฐานะผู้โต้ตอบต่อการครองอำนาจนำของรัฐบาล/ระบอบทักษิณ (Counter Hegemony) 
สิ่งที่น่าสนใจก็คือเมื่อเวลาผ่านไปในปี 2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เปลี่ยนตัวเองจากการเป็นผู้โต้ตอบต่อการครองอำนาจนำของกลุ่ม/ชนชั้นอื่นมาเป็นตัวแสดงในลักษณะที่สอง คือ
ลักษณะที่สอง การแปลงตัวเองมาเป็นตัวการสำคัญในการสร้างการครองอำนาจนำเหนือสังคมการเมืองไทย โดยสร้างกลุ่มประวัติศาสร์กลุ่มใหม่ขึ้นมาเพื่อกดดัน และโค่นล้มรัฐบาลสมัคร (สุนทรเวช) ลงไป 
4.1 ปรากฏการณ์สนธิ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยระยะแรก (พ.ศ. 2548-2549): การสร้างกลุ่มประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นตัวโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำของระบอบทักษิณ 
ปรากฏการณ์สนธิ: จุดเริ่มต้นบทบาทปัญญาชนจัดตั้งในการสร้างกลุ่มประวัติศาสตร์เพื่อโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำของรัฐบาลทักษิณ
ปรากฏการณ์สนธิ มีที่มาจากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรซึ่งเป็นกรณีที่เห็นได้ชัดเจนถึงการแสดงออกเพื่อโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำของรัฐบาลทักษิณ ปรากฏการณ์สนธินี้เป็นบทบาทการโต้ตอบโดยตัวแสดงที่เป็นสื่อมวลชนในช่วงแรก แต่ในระยะต่อมาจะเป็นการร่วมมือกันระหว่างสื่อ และกลุ่มการเมืองภาคประชาชนต่างๆ 

สิ่งที่เรียกว่า "ปรากฎการณ์สนธิ" นั้นเริ่มก่อตัวขึ้นในเดือนกันยายน 2548 เมื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เริ่มออกมาแสดงบทบาทในการโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำของรัฐบาลทักษิณด้วยการเปิดโปงความฉ้อฉลของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยพยายามหาแนวร่วมสนับสนุนการโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำด้วยการหยิบยกประเด็นที่เป็นจุดอ่อนไหวของสังคมไทยคือประเด็นเรื่อง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เช่น ประเด็นเรื่องการที่ พ.ต.ท.ทักษิณจัดงานทำบุญประเทศในวัดพระแก้ว ประเด็นเรื่องการล่วงละเมิดพระราชอำนาจ และการขอถวายคืนพระราชอำนาจ เพื่อขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน เป็นต้น มาเป็นประเด็นหลักในการดำเนินรายการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่สวนลุมพินีในเวลาต่อมา 
ก่อนการเคลื่อนไหวด้วยการนำมวลชนเดินขบวนครั้งใหญ่นั้น รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้พยายามสร้างความรู้สึกร่วมให้เกิดขึ้นกับผู้ชมรายการ ด้วยการพยายามใช้จุดเด่นเชิงสัญลักษณ์ เช่น การใส่เสื้อเหลืองมาฟังรายการ เพราะสีเหลืองนั้นหมายถึงสีประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการเชิดชูแนวคิดหลักว่าเป็นการ "สู้เพื่อในหลวง" เป็นต้น 
ภายหลังการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรได้ระยะหนึ่ง เมื่อความรู้สึกร่วมของผู้คนที่ติดตามนายสนธิ ลิ้มทองกุลเริ่มมีมากขึ้น เขาก็ได้จัดชุมนุมใหญ่ครั้งแรกขึ้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยได้มีการเดินทางไปยื่นฎีกาที่สำนักราชเลขาธิการฯ และไปยื่นจดหมายให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ด้วย แต่ภายหลังการชุมนุมใหญ่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จในแง่ของการประกาศตัวอย่างชัดแจ้ง ถึงการเกิดขึ้นของกลุ่มโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำของรัฐบาลทักษิณที่มีความสำคัญต่อการให้ความสนใจ แต่การตอบรับจากผู้ใหญ่ในกองทัพนั้น ยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวมากนัก 
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย: การสร้างและผสานพันธมิตรระหว่างชนชั้น 
ทิศทางต่อไปของการโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำของรัฐบาลทักษิณที่นำโดยสื่อมวลชนอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุลคือ การขยายแนวร่วม ในการดำเนินการโต้ตอบให้กว้างขวาง และเข้มแข็งมากขึ้นจึงได้เกิด พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (People Alliance for Democracy; PAD) ขึ้นมา ซึ่งองค์ประกอบของพันธมิตรฯ นั้นประกอบด้วย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป.ซึ่งนำโดย พิทยา ว่องกุล ผู้เป็นประธาน และ สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการแล้ว ยังมีองค์กรสื่อมวลชนของสนธิ กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนที่สนใจปัญหาเฉพาะด้าน เช่น กลุ่ม FTA Watch กลุ่มองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรสตรี องค์กรแรงงานจากรัฐวิสาหกิจ องค์กรครู แพทย์ นักศึกษาและที่สำคัญคือ กองทัพธรรมมูลนิธิของพลตรีจำลอง ศรีเมือง อดีตผู้นำการเคลื่อนไหวในเดือนพฤษภาคม 2535 

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ร่วมชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2549 และมีการชุมนุมต่อเนื่องทุกคืนที่บริเวณสนามหลวง และได้นัดชุมนุมครั้งใหญ่ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งคาดว่าจะเป็นการชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มตึงเครียดจากการแบ่งฝ่ายของคนในสังคมระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุน และผู้ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในที่สุดรัฐบาลทักษิณ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรก็ได้ตัดสินใจยุบสภาในที่สุดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ก่อนการนัดชุมนุมครั้งใหญ่ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพียง 2 วันเท่านั้น ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกภายในสังคมมากไปกว่าที่เป็นอยู่ 
ภายหลังการยุบสภาในเดือนกุมภาพันธ์ ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทยหลายเหตุการณ์ด้วยกัน เช่น เกิดการเลือกตั้งทั่วไปที่มีปัญหา นับตั้งแต่เกิดการบอยคอตการเลือกตั้งของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน(พรรคประชาธิปัตย์) ด้วยเหตุผลที่พรรคไทยรักไทยปฏิเสธการทำปฏิญญาร่วมกันเพื่อปฏิรูปการเมืองหลังการเลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 จึงเป็นการแสดงเสียงสนับสนุนรัฐบาลทักษิณ/ไทยรักไทย กับพลังการออกเสียงไม่เลือกผู้ใดเท่านั้น และในเวลาต่อมาด้วยข้อเรียกร้องว่าการเลือกตั้งในครั้งนั้นเป็นการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม เนื่องจากการหันคูหาเลือกตั้งออกด้านนอก ส่งผลให้การวินิจฉัยโดยฝ่ายตุลาการในเวลาต่อมาปรากฏออกมาว่า การเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 นั้นเป็นโมฆะ 
รัฐบาลทักษิณซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการในขณะนั้นนำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เข้าบริหารราชการแผ่นดินต่อไป ท่ามกลางกระแสต่อต้าน และเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เว้นวรรคทางการเมือง สภาวะทางสังคมในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะในพื้นที่ประชาสังคมในขณะนั้นมีความเคลื่อนไหวอย่างมาก และแสดงพลังของกลุ่มโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำของรัฐบาลทักษิณในระดับสูงมาก มีการชุมนุมเพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในพื้นที่สังคมการเมืองก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว ดังจะเห็นได้ว่าเริ่มมีข่าวลือและสื่อมวลชนเริ่มหยิบยกประเด็นเรื่องการรัฐประหารมาพูดถึงกันมากขึ้น แต่ทางกองทัพในขณะนั้นก็ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหว 
ประชาสังคมกับสังคมการเมือง: ความสัมพันธ์เสมือนในโครงสร้างส่วนบนที่เชื่อมโยงถึงกัน 
ด้วยเหตุที่พื้นที่ประชาสังคมและสังคมการเมืองนั้น เป็นพื้นที่ในโครงสร้างส่วนบนร่วมกันตามแนวคิดของกรัมชี และพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของความสัมพันธ์ทางสังคม เปรียบได้กับการเป็นพื้นที่เสมือนที่มิได้มีการแบ่งแยกกันอย่างเด็ดขาดชัดเจน ผู้คนในบริบทพื้นที่ประชาสังคมย่อมต้องมีปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกันกับพื้นที่สังคมการเมืองในทางใดก็ทางหนึ่ง เช่นเดียวกันกับกลุ่ม/สถาบันสำคัญในสังคมการเมือง เช่น กองทัพ ย่อมต้องมีความเชื่อมโยงและทับซ้อนกับความสัมพันธ์ในพื้นที่ประชาสังคมอย่างแยกไม่ออกเช่นเดียวกัน 

ด้วยเหตุนี้ เมื่อสถานการณ์การแสดงพลังของกลุ่มโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำเริ่มสุกงอมได้ที่ และสังคมเริ่มมีการแบ่งขั้ว/แบ่งฝ่าย ระหว่าง"กลุ่มผู้สนับสนุน"กับ"กลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลทักษิณ"อย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลสะเทือนถึงการเคลื่อนไหวของสถาบันในสังคมการเมือง ทำให้กองทัพได้ออกมาเคลื่อนไหว(ด้วยเหตุผลใดก็ตาม) โดยการก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณในที่สุด เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ในนามคณะรัฐประหารที่ชื่อว่า"คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) การถูกรัฐประหารในครั้งนี้จึงถือเป็นการสิ้นสุดการครองอำนาจนำของรัฐบาลทักษิณ 
 
4.2 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยระยะที่สอง (พ.ศ. 2551): 
การสร้างกลุ่มประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นตัวสร้างการครองอำนาจนำเหนือรัฐบาลสมัคร (สุนทรเวช)

การกลับมาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย: การเปลี่ยนผ่านจากผู้โต้ตอบต่อการครองอำนาจนำเป็นผู้ครองอำนาจนำ 
การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคม 2551 ภายหลังจากการยุติการเคลื่อนไหวที่สำคัญไปภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 รวมถึงช่วงเวลาของรัฐบาลเฉพาะกิจของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อบริหารประเทศเป็นการชั่วคราวก่อนคืนอำนาจให้ประชาชนได้ใช้สิทธิในการเลือกรัฐบาลอีกครั้ง ภายหลังการรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ. 2550 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 

หลังการลงประชามติประเทศไทยได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งพรรคพลังประชาชนได้รับเสียงข้างมากได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้น ซึ่งนำมาสู่การเข้าสู่อำนาจของนายสมัคร สุนทรเวช ภายหลังการเข้าสู่อำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศของรัฐบาลสมัครได้เพียงไม่นาน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็เริ่มที่จะมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง โดยเริ่มต้นการเคลื่อนไหวในรอบที่ 2 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2551 ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีประเด็นเรียกร้องสำคัญในการเคลื่อนไหวอยู่สองประการ คือ 
ประการแรก คือการไม่ยอมรับรัฐบาลสมัครโดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลสมัครนั้นเป็นรัฐบาลนอมินีหรือเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของกลุ่มอำนาจเก่า หรือกลุ่มอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนั่นเอง
ประการที่สอง เหตุผลในการเคลื่อนไหวอีกประการหนึ่ง คือ การไม่ยอมรับความพยายามของ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่ต้องการจะยื่นญัติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเพิ่งจะมีอายุการใช้งานเพียงประมาณหกเดือนเท่านั้น อีกทั้งยังให้เหตุผลว่าการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้เป็นไปโดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาการเมือง หรือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการพยายามแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับอดีตนักการเมืองพรรคไทยรักไทยจำนวนหนึ่ง ที่ต้องโทษเว้นวรรคทางการเมืองเท่านั้น 
การชุมนุมของมวลชนจำนวนมาก ภายใต้การนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 โดยมีจุดมุ่งหมายในระยะแรกคือ การเรียกร้องให้มีการถอนญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป แต่ต่อมาภายหลัง แม้ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะตกไปแล้ว แต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ยังคงชุมนุมอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเป้าหมายไปที่การขับไล่นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ออกจากตำแหน่ง 
ช่วงระยะเวลาประมาณ 3 เดือนกว่าของการชุมนุมนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2551 มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งพันธมิตรฯ ได้มีการเคลื่อนไหวโดยการฟ้องศาลปกครองกลางให้ระงับแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา และดำเนินการชุมนุมยืดเยื้อในหลายสถานที่ด้วยกัน ทั้งที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ซึ่งเป็นจุดชุมนุมหลัก และมีการย้ายไปชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล แต่มีการฟ้องร้องเนื่องจากสถานที่ชุมนุมเป็นการรบกวนต่อประชาชนผู้สัญจรไปมา โดยเฉพาะกระทบกระเทือนต่อการเรียนการสอนของโรงเรียนราชวินิต ทำให้ย้ายการชุมนุมกลับไปที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์อีกจนกระทั่งเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 พันธมิตรฯ ได้ดำเนินยุทธวิธีปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า บุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT และยึดทำเนียบรัฐบาล
ภายหลังปฏิบัติการยึดทำเนียบที่พันธมิตรฯประกาศว่าเป็น "การทำสงครามครั้งสุดท้าย" นั้นศาลได้อนุมัติหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตรฯ และรัฐบาลได้ดำเนินการสลายการชุมนุมโดยใช้กำลังตำรวจอย่างรุนแรงจนส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ และมีการปะทะกันระหว่างพันธมิตรกับแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จนส่งผลให้เกิดการที่คนไทยทำร้ายกันเอง และมีผู้เสียชีวิตในการปะทะกันดังกล่าว เหตุการณ์ข้างต้นส่งผลให้ในเวลาต่อมารัฐบาลสมัครได้ประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างกว้างขวาง และมีการกลับมาสนใจการเมืองของกลุ่มเยาวชนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มากขึ้น 
การชุมนุมของพันธมิตรฯ ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องแม้ว่า ณ วันที่ 9 กันยายน 2551 นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวชจะต้องพ้นสภาพจากการเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เนื่องจากต้องคำพิพากษาว่ามีความผิดกรณีการทำรายการ "ชิมไป บ่นไป" ของนายกฯสมัคร ที่เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 267 ซึ่งมีเจตนามรมณ์ห้ามไม่ให้นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งในบริษัท หรือเป็นลูกจ้างของบริษัทใดๆ 
ภายใต้กรอบการอธิบายของงานชิ้นนี้สร้างคำอธิบายได้ว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรอบที่สองในปี 2551 นั้น ได้เปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากการเป็นผู้ที่โต้ตอบต่อการครองอำนาจนำของรัฐบาลทักษิณ มาสู่การสร้างกลุ่มประวัติศาสตร์กลุ่มใหม่ โดยการนำมวลชนจากกลุ่ม/ชนชั้นต่างๆ มาประสานพลังกันเพื่อเป็นการกดดันรัฐบาลสมัครให้ออกจากอำนาจได้อย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ โดยการนำของปัญญาชนจัดตั้งที่เป็นแกนนำของกลุ่มต่างๆ ที่มาเข้าร่วมชุมนุมรวมถึงการสนับสนุนในด้านต่างๆ ในครั้งนี้เป็นการแสดงบทบาทนำเหนือรัฐบาลสมัครอย่างชัดเจน 
 
5. คุณูปการของแนวความคิดกลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชน และการครองอำนาจนำ 
จากการศึกษาผู้เขียนสามารถสรุป คุณูปการของแนวความคิดกลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชน และการครองอำนาจนำได้ 3 ประการดังต่อไปนี้
ประการแรก คุณูปการของแนวความคิดกลุ่มประวัติศาสตร์ และปัญญาชนที่มีต่อการทำความเข้าใจแนวความคิดการครองอำนาจนำ (Hegemony). แนวความคิดการครองอำนาจนำของกรัมชี ถูกนำมาใช้ในวงวิชาการรัฐศาสตร์ในมิติที่หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในลักษณะแยกส่วน และไม่ได้กล่าวถึงแนวความคิดองค์ประกอบที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างอำนาจนำให้เกิดขึ้น 
แนวความคิดเรื่องกลุ่มประวัติศาสตร์เป็นแนวความคิดที่อธิบายการสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่สลับซับซ้อนในสังคม ด้วยการผนวกรวมความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างส่วนล่าง-โครงสร้างส่วนบน และสังคมการเมือง-ประชาสังคมเข้าด้วยกันตามหลักวิภาษวิธี แนวความคิดนี้เป็นประโยชน์ต่อการมองแนวคิดการครองอำนาจนำในแง่ของสร้างความเข้าใจว่า ในการครองอำนาจนำของกลุ่ม/ชนชั้นใดๆ นั้น จะไม่สามารถกระทำได้โดยแปลกแยกจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมที่มีความสลับซับซ้อนไปได้
อีกด้านหนึ่งคือ แนวความคิดเรื่องปัญญาชน ซึ่งเป็นแนวความคิดที่มีส่วนในการเติมเต็มแนวคิดการครองอำนาจนำในประเด็นการให้ภาพของ ผู้ที่มาทำหน้าที่ในการสร้างการครองอำนาจนำให้เกิดขึ้นจริงในเชิงปฏิบัติ อีกทั้งยังให้ภาพเกี่ยวกับบทบาทต่างๆ ของปัญญาชน เช่น การให้ความรู้ การสร้างจิตสำนึกร่วมให้เกิดขึ้นระหว่างชนชั้น และการเปลี่ยนรูปจิตสำนึกของชนชั้นไปสู่การปฏิบัติ หรือการเปลี่ยนแปลง. ดังนั้นการทำความเข้าใจแนวคิดกลุ่มประวัติศาสตร์และปัญญาชนนั้นจะเป็นการเติมเต็มเกี่ยวกับภาพรวมการทำความเข้าใจเรื่องการครองอำนาจนำของกรัมชีให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น 
ประการที่สอง คุณูปการของแนวความคิดกลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชน และการครองอำนาจนำต่อการขยายพื้นที่ของการศึกษาแนวความคิดมาร์กซิสต์ 
แนวความคิดกลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชน และการครองอำนาจนำ เป็นการสะท้อนความคิดของกรัมชีที่มีต่อแนวความคิดมาร์กซิสต์แบบดั้งเดิมบางจำพวกที่เชื่อใน "หลักเศรษฐกิจกำหนด " (Economism / Economic Determinism) "หลักการกำหนดนิยมเชิงกลไก" (Mechanical determinism) ที่มองว่า ปัจจัยในเรื่องเศรษฐกิจนั้นเป็นอิสระจากปัจจัยอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยในเชิงเจตจำนง และความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ และเป็นตัวกำหนดความเป็นไปหรือพัฒนาการของสังคมโดยอัตโนมัติ 
ดังนั้นตามความคิดของกรัมชี เขาจึงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของพวกมาร์กซิสต์ดั้งเดิมพวกหนึ่ง เช่น เคาท์สกี้ และเบอร์นสไตน์ ที่เชื่อในหลักการกำหนดนิยมโดยเศรษฐกิจอย่างเป็นกลไก ในมุมมองของกรัมชีนั้นมองว่า "โครงสร้างส่วนบน อันประกอบไปด้วยพื้นที่ของระบบกฎหมาย ความเชื่อ ศีลธรรม ปัญญา อุดมการณ์ ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดนั้นก็เป็นส่วนสำคัญต่อการกำหนดความเป็นไป หรือมีผลต่อพัฒนาการของสังคมได้" ดังเห็นได้จากแนวความคิดเรื่องกลุ่มประวัติศาสตร์ และปัญญาชนที่ผู้เขียนตีความได้ว่า ในการดำเนินการสร้างการครองอำนาจนำในทางปฏิบัติ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองอย่างเป็นกลไก แต่เป็นสิ่งที่ต้องเกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ผ่านความสัมพันธ์ทางสังคมหลากหลายรูปแบบ ผ่านกลไก / เครื่องมือหลายชนิด จึงจะสามารถสร้างการครองอำนาจนำให้เกิดขึ้นได้
ประการสุดท้าย คุณูปการของแนวความคิดกลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชน และการครองอำนาจนำต่อการอธิบายการเมืองไทย 
การศึกษาการเมืองไทยในเชิงวิชาการรัฐศาสตร์ สามารถทำได้จากหลากหลายแนวทางด้วยกัน ซึ่งกรอบแนวความคิดของกรัมชีนั้น ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้อธิบายการเมืองไทยได้ แนวความคิดเรื่องกลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชน และการครองอำนาจนำมีประโยชน์ในแง่ของการเสนอตัวเป็นทางเลือกในการเป็นกรอบการอธิบายปรากฏการณ์ โดยเน้นการมองไปที่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างตัวแสดงต่างๆ รวมไปถึงการทำความเข้าใจสภาพสังคมของความสัมพันธ์เชิงอำนาจชุดนั้นๆ รวมไปถึงการมองไปที่กลไกของการใช้อำนาจว่ามีการดำเนินการผ่านเครื่องมือ/วิธีการใด อย่างไรบ้าง แนวความคิดเหล่านี้จะเป็นการช่วยเปิดพื้นที่ทางการศึกษาการเมืองไทยให้กว้างขวางขึ้น จากกรอบแนวทางการศึกษาแบบอื่นๆ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ศึกษาได้มองปรากฏการณ์ หรือเหตุการณ์อย่างมีพลวัต และมีลักษณะการมองความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ในลักษณะที่ไม่เป็นกลไกอัตโนมัติอีกด้วย
 
บทสรุป 
บทความนี้นำเสนอเพื่อนำมาสู่การตอบคำถามหลักที่ว่า แนวความคิดของอันโตนิโอ กรัมชี นอกเหนือไปจากแนวความคิดเรื่องการครองอำนาจนำ (Hegemony) ที่เป็นแนวคิดหลักที่มักถูกอ้างถึงแล้วยังมีแนวความคิดอื่นของกรัมชีอีกหรือไม่ที่มีความสำคัญ และสามารถประยุกต์ใช้อธิบายการเมืองไทยร่วมสมัยได้ รวมไปถึงแนวความคิดดังกล่าวนั้นมีความสัมพันธ์กันกับแนวความคิดเรื่องการครองอำนาจนำหรือไม่ อย่างไร
จากการศึกษาผู้เขียนมองว่า นอกเหนือไปจากแนวความคิดเรื่องการครองอำนาจนำที่เป็นที่รู้จักดีหากมีการอ้างถึงอันโตนิโอ กรัมชี แล้ว ยังมีแนวความคิดที่จัดได้ว่าเป็นแนวความคิดองค์ประกอบของการทำความเข้าใจแนวคิดการครองอำนาจนำอยู่อีกหลายแนวความคิด ดังที่ได้นำเสนอในหัวข้อที่ 2 และ 3 ในงานชิ้นนี้ แต่แนวความคิดองค์ประกอบที่มีความสำคัญโดดเด่น และช่วยเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับแนวความคิดการครองอำนาจนำได้เป็นอย่างดีก็คือ แนวความคิดเรื่องกลุ่มประวัติศาสตร์ และแนวความคิดเรื่องปัญญาชนนั่นเอง นอกจากนี้แนวความคิดทั้งสามยังสามารถประยุกต์ใช้เพื่อสร้างคำอธิบายให้กับการเมืองไทยร่วมสมัยได้ด้วย ดังที่ได้นำเสนอไปในหัวข้อที่ 4 กรณีการสร้างกลุ่มประวัติศาสตร์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 
นอกเหนือไปจากแนวความคิดเรื่องกลุ่มประวัติศาสตร์ ปัญญาชน การครองอำนาจนำ และการโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำ ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะว่าแนวความคิดอื่นๆ ของกรัมชีที่สำคัญ และยังไม่ได้ถูกนำมาศึกษา และประยุกต์ใช้ในแวดวงรัฐศาสตร์ไทยมากนัก เช่น แนวความคิดเรื่องพรรคการเมือง และสภาโรงงาน ก็ล้วนมีความสำคัญและความน่าสนใจ และน่าจะได้นำมาศึกษาเพื่อประยุกต์ใช้อธิบายการเมืองไทยได้ในโอกาสต่อไป

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ25 กรกฎาคม 2556 00:54

    ขอบคุณในบทความดีๆครับ ผมขออนุญาตนำไปเผอเเพร่เพื่อเป็นแนวคิดด้วยครับ

    ตอบลบ